นักประชาสังคมใต้ ชี้ การแจ้งความตนขึ้นเวที อนาคตการจัดเวทีพูดคุย เห็นทีจะยากมากขึ้น

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว 113 ครั้ง

จากกรณี ที่ทาง แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มีการแจ้งความเอาผิด 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ในระหว่างขึ้นเวที ที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันก่อน และหนึ่งในนั้น มีนายรักชาติ สุวรรณ ประธานเครือข่ายชาวไทยพุทธเพื่อสันติจังหวัดชายแดนใต้ ถูกแจ้งความเอาผิดด้วย นั้น

นายรักชาติ สุวรรณ ประธานเครือข่ายชาวไทยพุทธเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาค

ในวันนี้ นายรักชาติ สุวรรณ ประธานเครือข่ายชาวไทยพุทธเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยกับนายอับดุลการิม รามันห์สิริวงศ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดยะลา ว่า ขณะตนต้องรอดูว่าทาง พนักงานสอบสวนจะเรียกไปสอบสวนกันอย่างไร ซึ่งตนต้องไปพูดคุยกันว่า เป็นอย่างไรกัน ตนเองถูกเชิญขึ้นเวทีไปพูดคุย ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นคนทำงานในพื้นที่ ทำเกี่ยวกับการพูดคุย เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ ไปในฐานะผู้ร่วมเสวนา เท่านั้น ในวันนั้น มีการถามพรรคการเมืองบนเวทีว่า ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความมั่นใจขนาดไหนว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ จะไม่มีการแก้ไขกันอีกหรือไม่ ตนมองว่า ที่ผ่านมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ่อยมาก นอกจากนี้ตนยังได้เน้นว่า ทุกเรื่อง ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อะไรก็แล้วแต่ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ถ้าจะแก้อย่างไงก็ต้องฟังประชาชน ว่าประชาชนเขาคิดอย่างไร เป็นประเด็นหลักๆที่คุย ไม่ได้มาคุยถึงมาตราไหนแต่อย่างใด ตนเองรูสึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในพื้นที่ จะรู้จักตนเองดี ว่าตนเองเป็นคนพูดตรงๆ และไม่มีการเอนเอียงไปพรรคการเมืองใดแต่อย่างใด พอมีคนแจ้งมาบอกว่าถูกแจ้งความ ตนก็งงๆ อยู่เหมือนกัน ซึ่งไปถูกแจ้งความได้ไง เพราะตนไม่ได้ไปเชียร์ให้แก้รัฐธรรมนูญ หรือไปพูดพาดพิงกับใคร ตนยังได้พูดบนเวทีอีกว่า พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ทุกพรรคต้องทำงานในเชิงพื้นที่ ไม่ใช่ว่าพอได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว คุณก็หายไป ไม่ได้ทำงานเชิงพื้นที่เลย
นายรักชาติ ยังได้กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการเมืองหรือเปล่า เพราะว่าตนเอง และนักวิชาการที่ร่วมขึ้นเวที ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เมื่อมีคนเชิญไป ตนก้ไป ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่คนทำงานในพื้นที่หรือึนที่เรียนรู้ในเชิงพื้นที่ ในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงอะไรก็แล้ว เป็นสิ่งที่ดี ที่ขึ้นเวที สามารถที่จะขึ้นไปพูด ไม่ใช่ให้นักการเมืองพูดอยู่ฝ่ายเดียว คนทำงานในพื้นที่ คนทำงานสันติภาพในพื้นที่จะได้พูดคุยถึงการทำงานว่ามีการติดขัดตรงไหนอย่างไร เวทีแบบนี้เป็นการเปิดพื้นที่ทุกฝ่ายสามารถได้สื่อสารไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฏหมายพิเศษที่ต้องการให้ยกเลิก แต่ชาวบ้านต้องการให้คงอยู่ ตนมองว่าเป็นการเปิดพื้นที่สื่อสารที่ดีมากกว่า
การทำงานสันติภาพในพื้นที เมื่อมาเจอปัญหาแบบนี้ เราไม่ค่อยจะสบายใจ ในเรื่องของการสร้างความไว้วางใจ ในการเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตอนนี้อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนหัวหน้าคณะการพูดคุย ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย พอมาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ตนมองว่าความไว้วางใจในพื้นที่ ค่อนข้างจะลำบาก ที่ผ่านมามีการเปิดเวทีพูดคุย เป็นการเปิดกว้าง สำหรับการพูดคุยเยอะมาก ใครมีความเห็นอย่างไร มีความเห็นแตกต่างกับอย่างไร สามารถมาพูดคุยกันได้ และยังเป็นประเด็นที่หนักกว่านี้เยอะ เมื่อมาเป็นอย่างนี้ คงจะยากในการที่จะเดินหน้าการพูดคุย เพราะต้องรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้การพูดคุยต้องเริ่มต้นนับใหม่กันหรือเปล่า หรือการพูดคุย เพียงต้องการให้เป็นการพูดคุยให้ผ่านไปหรือเปล่า ตนเองยังไม่ทราบ เพราะบรรยากาศการพูดคุยสามารถที่จะเชื่อมโยงตรงนี้ ก็ได้ นายรักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

อับดุลการิม/อะหมัด/ยะลา/ข่าว

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว 113 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *