ประชาชาติ โต้วิษณุ -กรรมการยุทธศาสตร์ตัองยื่นทรัพย์สินเพราะคุมแผนงาน

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว151ครั้ง

ประชาชาติ/โต้วิษณุ-กรรมการยุทธศาสตร์ต้องยื่นทรัพย์สินเพราะคุมแผนงาน/โครงการและงบประมาณมากมายมหาศาล

 

              นาย สุพจน์ อาวาส รองโฆษกพรรคประชาชาติ ระบุว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ/ต้องยื่นทรัพย์สิน เพราะต้องควบคุมและกำกับ หรือ ตรวจสอบแผนงาน โครงการและงบประมาณมากมาย /อย่าทำตัวเหมือน(.)เห็บรถถัง(.)พร้อมทั้ง ขอให้ เนติบริกร..ผู้รอบรู้ที่ปรับเปลี่ยนสีตามยุคตามสมัย หรือ ตามสภาพของเหตุการณ์บ้านเมือง และท้ายที่สุดได้ซุกตนอยู่ภายใต้ รักแร้ คสช. ยุติการประกาศศักดาและความยิ่งใหญ่งดแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทั้งๆที่มิได้มีอำนาจ ด้วยการเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปปรับทัศนคติที่ทำเนียบรัฐบาลและยังได้บังอาจแสดงความคิดเห็นต่างกรรมต่างวาระหลายครั้งเชิงตำหนิติเตียนและไม่เคารพการใช้อำนาจโดยชอบตามกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการออกประกาศกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ. 2561 ในกรณี ผู้ดำรงตำแหน่งสูงล่าสุด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย

           1.กองทุน ได้แก่ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กองทุนยุติธรรม กองทุนสงเคราะห์ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย        

           2.ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่ ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

          3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการก.ล.ต. เลขาธิการก.ล.ต.

          4.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้แก่ ประธานกรรมการ กรรมการคปภ. และเลขาธิการคปภ.

       5.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ได้แก่ ประธานกรรมการและกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

       6.สถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ประธานสภาสถาบัน รองประธานสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และเลขาธิการสถาบัน และ

      7.สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ได้แก่ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมถึงอธิการบดี

      โดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งหมดมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินภายใน 30 วันนับแต่วันประกาศ คือ ต้องยื่นภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2561 และต่อมาก็ใจดีขยายให้อีก 30 วัน รวมเป็น 60 วัน ตกลงยังไงก็ต้องยื่นอยู่ดีภายในวันที่ 31 มกราคม 2562 เรื่องก็ควรจะจบ แต่เนติบริกรไม่จบยังแสดงตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ชี้นำการทำงานขององค์กรอิสระประหนึ่งเป็นผู้วิเศษพยากรณ์รู้ล่วงหน้าว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดนี้ต้องประกาศยกเลิกบางตำแหน่งแน่ๆ ดังที่ตนได้พูดไว้ และยังได้บังอาจชัดขวนห้ามปรามผู้ดำรงตำแหน่งสูงทั้งหลายที่ประสงค์จะปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนไม่ให้ลาออกจากตำแหน่ง พฤติการณ์และการกระทำเยี่ยงนี้เรียกได้ว่าเคารพหลักนิติธรรมและยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงานหรือไม่เนติบริกรน่าจะรู้ดีแก่ใจ ว่าตนเองอยู่ในฝ่ายบริหารที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายฉบับใดๆ เลยที่จะไปก้าวล่วงแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

        บทสรุปในเรื่องนี้ถ้าเป็นจริงอย่างที่เนติบริกรซึ่งเล่นบททั้งในส่วนของการควบคุม (control) และกำกับดูแล (compliance) เชิงประจักษ์พูดไว้ก็จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดปัจจุบัน/มีความเป็นอิสระดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 215 ได้บัญญัติไว้หรือไม่ ที่ว่า องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายและ การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจประชาชนทุกคนคงจะได้ประจักษ์ในเร็ววันนี้ และคงเป็นความผิดสำเร็จที่ต้องดำเนินคดีอาญาให้เป็นเยี่ยงอย่างกันต่อไป เพราะคำว่าโดยทุจริตตามกฎหมายอาญานั้นหมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นซึ่งเนติบริกรที่ท้ายที่สุดจะไปรวมอยู่กับกลุ่มเห็บรถถังก็น่าที่จะล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจ

 

ซาการียา ดอเลาะ รายงาน

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว151ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *