รมช.ศธ.ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เยี่ยมโรงเรียน ฒ. ผู้เฒ่า ฝาก วชช.ร่วมกับท้องถิ่นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยเฉพาะสังคมผู้สูงวัย

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว553ครั้ง


วันนี้(7 ธค.61)ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย รศ.นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่เยี่ยมการดำเนินงานของโรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า ตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนและประมวลประเด็น ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่เพื่อนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดหนองบัวลำภู “โรงเรียน ฒ ผู้เฒ่าวัดสระธาตุ” โดยมีนายเวียงชัย แก้วพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู นายสายศิลป์ สายืน ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน (วชช.) หนองบัวลำภู นพ.ศราวุธ สันตินตินันตรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมผลงานของนักเรียน ฒ ผู้เฒ่า


นายสายศิลป์ สายืน ผอ.วชช.หนองบัวลำภู กล่าวว่า “โรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า” เป็นโครงการที่ดำเนินการโดย วชช.หนองบัวลำภู เริ่มต้นจากศาลากลางบ้าน หมู่บ้านพร้าว ต.บ้านพร้าว อ.เมืองหนองบัวลำภู โดยกลุ่มผู้สูงอายุใน 3 หมู่บ้าน มารวมกลุ่มกันเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งเป็นโรงเรียน ฒ ผู้เฒ่า ปัจจุบันมีสมาชิก 70 คน เน้นการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อผู้สูงวัยใน 3 ด้าน คือ “สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสร้างอาชีพ” โดยการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มผู้สูงอายุ จะจัดกลุ่มเรียนทุกวันศุกร์ ตามกิจกรรมทั้ง 3 ด้าน ซึ่งวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู ได้เข้าร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาโรงเรียน ฒ ผู้เฒ่าวัดสระธาตุ มีความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับเครือข่ายทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ในชุมชน จนเกิดความเข้มแข็ง


ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ดีใจที่พื้นที่แห่งนี้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพราะทุกวันนี้ประเทศต้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา ต่อไปโรงเรียนจะไม่ได้เป็นสถานที่สอนหนังสืออย่างเดียว แต่จะเป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตแก้ปัญหาชุมชน เป็นที่พึ่งของชุมชนหรือเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกช่วงวัย การเรียนการสอนจึงอาจจะไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอน โรงเรียนจะต้องมีการเปลี่ยน แปลงของเทคโนโลยีจะก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้แทน ทุกวันนี้เด็กออกนอกห้องเรียนเป็นจำนวนมาก จำนวนเด็กลดลงลงอย่างน่าตกใจ แม้แต่จำนวนที่นั่งเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ก็ยังมีที่นั่งว่างจำนวนมากเช่นเดียวกัน


ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับบริบทตัวเอง ปัจจุบันเด็กประถมและมัธยม มีการเรียนรู้ทาง เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการต้องส่งเสริม และต้องจัดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่ โรงเรียนและครูก็ต้องปรับตัวอย่างมากไม่ใช่สอนหนังสือแต่ต้องส่งเสริมดึงศักยภาพของเด็กไปทุกๆด้านที่เด็กชอบ เราต้องเปลี่ยนอนาคตลูกหลานให้มีอนาคตทันโลกทันเทคโนโลยีให้ได้ อีกทั้งคนวัยทำงาน 40-50 ปีก็จะต้องเปลี่ยนไปในระยะเวลาอีก 5-12 ปีข้างหน้า คนไทยอาจจะตกงานเพิ่มขึ้นเป็น 72% เพราะจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรแขนกล คนจำนวนมากจึงต้องมีการปรับตัวให้มีทักษะสมรรถนะตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมใหม่ให้ได้


นอกจากนี้ ในปี 2564 จะมีผู้สูงอายุ เป็น 20% และในปี 2573 จะมีผู้สูงอายุเป็น 25% หรือสัดส่วนหนึ่งในสี่ของประเทศซึ่งหากเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศจะอยู่ไม่ได้ เพราะขาดตลาดแรงงานจึงจำเป็นต้องเอาคนที่มีศักยภาพไม่พอหรือผู้สูงอายุเท่ากับมาเรียนใหม่แบบไม่เป็นทางการ เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ คนสูงอายุ ก็อาจจะต้องกลับไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นๆเพื่อให้มีทักษะสมรรถนะ เข้ากับตลาดแรงงานสมัยใหม่ได้ อีกทั้งจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นด้วย ดังนั้นวิทยาลัยชุมชนสามารถเข้ามาเชื่อมโยงรูปแบบการจัดการศึกษาเหล่านี้ได้ เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับคนทุกช่วงวัยและศูนย์พัฒนาทักษะสมรรถนะเพื่อสร้างให้คนไทยเป็นคนไทยในยุค 4.0 ที่ทันเทคโนโลยี ให้ได้


/////////////////ทีมข่าวทอร์คนิวส์ออนไลน์ /// ภาพ-ข่าว//////////////////

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว553ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *