มูลนิธิสืบนาคะเสถียรฯ เรียกร้องความเป็นธรรมให้”เสือดำ” และสัตว์ป่าสงวนที่ถูกกลุ่มเจ้าสัวลั่นไกปลิดชีพคาป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว -- ครั้ง

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรฯ เรียกร้องความเป็นธรรมให้”เสือดำ” และสัตว์ป่าสงวนที่ถูกกลุ่มเจ้าสัวลั่นไกปลิดชีพคาป่าทุ่งใหญ่นเรศวร


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ก.พ. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่ สำนักงาน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถ.ติวานนท์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบฯ นายภานุเดช เกิดมะลิ เลขมูลนิธิสืบฯ นายชวลิต วิทยานนท์ กรรมการวิชาการมูลนิธิสืบฯ ดารานักเเสดง น.ส.ชลลดา หรือเก๋ เมฆราตรี ดาราสาวจากมูลนิธิเดอะวอยซ์ น.ส.ปิยะวรรณหรือปุ้ย ตั้งสกุลสถาพร อะคอล ฟอร์ แอนิมอล ไรทซ์ ไทยแลนด์ (A call for Animal Rights Thailand) กลุ่มนักเคลื่อนไหวอิสระ และอดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นักวิชาการ และชาวบ้านกลุ่มอนุรักษสัตว์ป่าเมืองกาญจนบุรี รวม 30คน ได้มีการนัดพบปะเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมเวทีสาธารณะขึ้น เพื่อติดตามเรียกร้องการดำเนินคดีเหตุสัตว์สงวนหลายชนิดถูกฆ่า ซึ่งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจะออกแถลงการณ์เพื่อทวงถามความคืบหน้า พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนพูดคุยกับนักวิชาการหลายแขนง เพื่อวิเคราะห์การดำเนินคดีเจ้าสัวบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ชื่อดัง หลังมีการพบซากเสือดำและซากสัตว์ป่าสงวนหลายชนิดถูกฆ่าตาย และต่อมาได้ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าตรวจค้นจับกุม โดยพบซากสัตว์ต่างๆในบริเวณตั้งแคมป์ที่พักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ โดยทางมูลนิธิสืบฯจะร่วมมือกับเครือข่ายด้านองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม เกาะติดตามความเคลื่อนไหวของคดีความดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.นี้เป็นต้นไป เนื่องจากคดีมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อออกไป ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่ควรเป็น


สืบเนื่องจากหลายวันที่ผ่านมามีเหตุการณ์กลุ่มคณะ VIP ท่องป่าของเจ้าสัวใหญ่ บริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดัง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)โดยมี นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวก 4 คน เข้าป่าตั้งแคมป์ภายในพื้นที่ต้องห้ามของเขตป่าสงวนถูกเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านทิศตะวันตกเข้าจับกุมขณะตั้งแคมป์ในพื้นที่หวงห้ามของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และต่อมามีการตรวจพบซากเสือดำ ซากไก่ฟ้าหลังเทา ซากเก้ง พร้อมอาวุธปืน และเครื่องกระสุนจำนวนมาก ในจุดบริเวณ ที่ตั้งแคมป์กัน เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งดำเนินคดีนายเปรมชัยและพวก 9 ข้อกล่าวหา หลังเหตุการณ์ดังกล่าวได้ล่วงเลยเวลาผ่านมา 1 เดือนแล้ว ขณะที่ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนเกี่ยวกับการระบุ บุคคลผู้ที่ลั่นไกปลิดชีพสังหารสัตว์สงวนหลายชนิดกับคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ ทั้งนี้”เสือดำ”ได้ขึ้นบัญชีจัดอยูใน สถานภาพตามกฎหมาย : สัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 CITES: Appendix I สถานภาพการอนุรักษ์ : IUCN Red List 2011: Near Threatened Thailand Red Data 2005: Vulnerable


ล่าสุดที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ขอแถลงการณ์ดังต่อไปนี้
1. เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี พบข้อเท็จจริงว่า นายเปรมชัยกับพวกลักลอบนำอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ในรถก่อนขอ อนุญาตเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนที่จะลักลอบเข้าไปตั้งแคมป์ในเส้นทางและบริเวณพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปซึ่งเป็นบริเวณที่สงวนไว้สำหรับการอยู่อาศัยและหากินของสัตว์ป่าตามธรรมชาติอีก แสดงให้เห็นว่า นายเปรมชัยกับพวกมีเจตนาเข้าไปภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อล่าสัตว์ป่า ตั้งแต่แรกแล้วมิได้มีเจตนาเข้าไปเพียง เพื่อการพักผ่อน อย่างที่กล่าวอ้าง ประกอบกับเสียงปืนที่ดังมาจาก บริเวณที่ไม่อนุญาต ให้เข้าไปจึงมีเพียงกลุ่มของนายเปรมชัยกับพวกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่เข้ามา พร้อมกับอาวุธปืน เครื่องกระสุน และปลอกกระสุน รวมถึงซากสัตว์ป่า และร่องรอยกระสุน บนซากสัตว์ป่า เศษซากกระดูกสัตว์ป่าที่พบในลำห้วย รวมถึงการประกอบอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ป่า ที่ตรวจพบในบริเวณที่ตั้งแคมป์ล้วนเป็นพยานวัตถุสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ที่ชัดเจนยิ่งว่านายเปรมชัยกับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้วนอกเหนือจากความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง และฐานซ่อนเร้น และความผิดประกอบอื่นๆ
2. จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานที่ปรากฎทำให้เห็นได้ชัดว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีที่ซับซ้อนจึงขอเร่งรัดให้ฝ่ายที่ดูแล และรับผิดชอบการดำเนินคดี โดยเฉพาะตำรวจ เร่งรัดดำเนินการเพื่อสรุปสำนวน พร้อมความเห็นไปยัง อัยการและส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็วและอย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสอบสวนโดยการมุ่งไปสู่การเสาะหาพยานวัตถุที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
3. ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐบาล เร่งรัดติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้กรมอุทยานฯ ตรวจสอบสำนวนคดีในชั้นอัยการอย่างรอบคอบก่อนส่งฟ้องศาลเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนไปจากพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏชัดแจ้งนี้
4. ขอให้รัฐบาลหน่วยงานของภาครัฐออกมายืนเคียงข้างประชาชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมกันประณามผู้ที่มีเจตนาในการทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไปในอนาคต
นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบฯเปิดเผยว่าทางเราจะรับทำทามไลน์ต่างๆและข้อมูลออกมา ส่วนการเคลื่อนไหวผมคิดว่าใครจะทำไรก็ให้ทำเลย แต่ว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างไร อย่างที่ผมบอก 1 ก็คือ เริ่มจากไปพบ ท่านจักรทิพย์ เพื่อขอความมั่นใจ ซึ่งก็คงเป็นเวลาอันใกล้นี้ ถ้าท่านจักรทิพย์ ให้ความมั่นใจไม่ได้ ก็จะเขยิบขึ้นเข้าหาผู้ที่ตอบมั่นใจได้มากกว่าท่านจักรทิพย์ ก็จะขึ้นไปตามสเต็ปๆ ทั้งหมดนี้ก็จะขึ้นอยู่ที่วันที่ 26 มีนาคม นี้ ท่านศรีวราห์ จะส่งสำนวนหรือเปล่าและกรมอุทยานจะหยิบมาตรวจสอบหรือเปล่า ดังนั้น เดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม จะเป็นช่วงของการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ อย่างอิสระ ใครจะทำไรก็ทำหรือไม่ทำ แต่ทางมูลนิธิสืบฯทำแน่

 

 

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว -- ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *