ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ระยอง สางปัญหาแนวเขตพื้นที่ทับซ้อน – น้ำประปาขาดแคลนบนเกาะเสม็ด

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว 1132 ครั้ง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายกมลธรรม วาสบุญมา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะฯ ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาการประกาศแนวเขตพื้นที่ทับซ้อนบนเกาะเสม็ด ม.4 ต.เพ อ.เมืองระยองระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชกับกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นเหตุกระทบชาวบ้านในพื้นที่ยืดเยื้อกว่า 30 ปี ตลอดจนเร่งผลักดันแผนวางท่อน้ำประปาจากฝั่งสู่เกาะเสม็ด เพื่อลดภาระราคาน้ำประปาแพง หนุนพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนบนเกาะเสม็ดอย่างยั่งยืน


พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า เดิมเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง มีสถานะเป็นที่ดินราชพัสดุทั้งเกาะ มีเนื้อที่ประมาณ 4,200 ไร่ ต่อมา พ.ศ. 2524 ได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาแหลมเทียน เขาเปล็ด เขาแหลมหญ้า เกาะเสม็ด และเกาะใกล้เคียง ในพื้นที่ท้องที่ตำบลเพ และตำบลแกลง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เหลือที่ดินเพียงประมาณ 700 ไร่ ที่ยังคงเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งก็เกิดปัญหาความไม่แน่ชัดของแนวเขตมาโดยตลอด เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานใช้แผนที่อ้างอิงกันคนละฉบับ จนเป็นเหตุให้ประชาชนที่เช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์บางกลุ่มถูกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เป็นปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ยืดเยื้อมากว่า 30 ปี โดยมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้มีสิทธิ์การเช่าซึ่งได้รับการผ่อนปรนตามมติคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) ปี 2543 ซึ่งเดิมมีเพียงจำนวน 49 ราย แต่ปัจจุบันได้ขยายเป็นจำนวน 168 ราย บางรายมีการเปลี่ยนแปลงผู้เช่าที่ไม่ใช่ทายาทตามมติ กบร. ดังกล่าว จึงเกิดปัญหาการขออนุญาตการก่อสร้างและปลูกสร้างอาคาร เนื่องจากไม่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้เช่าจากกรมธนารักษ์ให้กรมอุทยานฯ ทราบ รวมถึงปัญหาการรุกล้ำชายหาดและบุกรุกบริเวณอื่น ๆ ด้วย 2) กลุ่มประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตชุมชนดั้งเดิม รวมถึงวัดและโรงเรียน ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอุทยานหรือที่ราชพัสดุที่จะสามารถให้เช่าได้หรือไม่ 3) กลุ่มประชาชนที่เช่าพื้นที่ราชพัสดุ 700 ไร่ ตามแนวเขตของแผนที่ปี 2542 ที่ไม่ตรงกับแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาของกรมอุทยานฯ กลายเป็นบางส่วนรุกล้ำเข้ามาในเขตอุทยาน
พลเอกวิทวัส กล่าวต่อว่า วันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่ นายธีรวัฒน์ สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กอ.รมน.จังหวัดระยอง กรมธนารักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า – หมู่เกาะเสม็ด อีกทั้งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการที่ดินและผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในการกำหนดแนวเขตบนเกาะเสม็ด รวมทั้งตรวจสอบเทียบเคียงแผนที่ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้ โดยให้จังหวัดระยอง แก้ไขมติกบร.เมื่อปี 2543 ที่จำกัดจำนวนผู้เช่าเพียง 49 ราย ในเขตอุทยานฯ ให้แก้เป็นจำกัดจำนวนเนื้อที่แทน และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่า ให้กรมธนารักษ์แจ้งชื่อให้กรมอุทยานฯ ทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาเมื่อมีการขออนุญาตก่อสร้าง และให้กรมอุทยานฯ กรมธนารักษ์ และกอ.รมน.ไปดำเนินการตรวจสอบ จัดทำและรับรองแนวเขตพื้นที่เกาะเสม็ดในส่วนที่คาบเกี่ยวระหว่างเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ดกับที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมธนารักษ์ และในพื้นที่อุทยานฯ ที่ผ่อนผันให้ราษฎรได้รับสิทธิ์การเช่าให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน สำหรับเขตชายหาดซึ่งเป็นเขตเข้มงวดของกรมอุทยานฯ เป็นสมบัติของแผ่นดินไม่ใช่ผู้หนึ่งผู้ใด ให้กรมธนารักษ์แจ้งราษฎรที่ได้เช่าพื้นที่อยู่ทราบ พร้อมทั้งให้เจรจายกเลิกสัญญาเช่าแล้วคืนพื้นที่ให้อุทยานฯ ทั้งนี้ในพื้นที่เขตชุมชน วัด และโรงเรียน ที่ตั้งอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการของมติ คทช.ที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าได้อยู่อาศัยต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ส่วนกรณีประชาชนบนเกาะเสม็ดโดยเฉพาะทั้งวัดและโรงเรียนที่เดือดร้อนต้องแบกรับภาระในการซื้อน้ำประปาราคาสูงถึงคิวละ 400 – 500 บาท จากฝั่งมาใช้ในการอุปโภคและบริโภคมาอย่างยาวนานนั้น ให้กรมอุทยานฯ เร่งพิจารณาโครงการวางท่อน้ำประปาจากฝั่งไปยังเกาะเสม็ดตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองได้เสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) หรือรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Checklist) แผนการบำบัดน้ำเสียบนเกาะเสม็ด แต่ให้แยกการดำเนินการระหว่างการวางระบบน้ำประปาและแผนการบำบัดน้ำเสียนั้น ให้ดำเนินงานคู่ขนานกันไป ในมาตรการระยะสั้น ให้จังหวัดระยองเร่งจัดหางบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นก่อน สำหรับมาตรการระยะยาว ให้จังหวัดระยองดำเนินการของบประมาณเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วนตามแผนการบำบัดน้ำเสียหลังจาก อบจ.ระยอง ขออนุมัติและได้รับความเห็นชอบจากกรมอุทยานฯ เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องระบบการกำจัดขยะที่ทาง อบจ.ระยอง เสนอมานั้น ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะนำไปศึกษาและลงพื้นที่แก้ไขปัญหาร่วมกับจังหวัดระยองโดยเร็ว ทั้งนี้ปัญหาต่าง ๆ จะหมดไป หากร่วมกันพิจารณาอย่างรวดเร็ว ก็ย่อมเป็นผลดีต่อประชาชนที่จะมีน้ำประปาใช้ในราคาที่เป็นธรรม”

/////////////////ทีมข่าวทอร์คนิวส์ออนไลน์ /// ภาพ-ข่าว//////////////////

มีคนเห็นข่าวนี้แล้ว 1132 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *