นักวิจัย มมส ร่วมค้นพบไดโนเสาร์ไทยตัวที่ 14 ของไทย “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส”

แสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการบรรพชีวินวิทยาไทย ในโอกาสที่ ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประสบความสำเร็จในการร่วมค้นพบและศึกษาไดโนเสาร์ซอโรพอดสายพันธุ์ใหม่ของโลก “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ซึ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการให้เป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ 14 ของประเทศไทย และทุบสถิติเป็นไดโนเสาร์กินพืชที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลงานวิจัยระดับโลกครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการชื่อดัง Scientific Reports เป็นที่เรียบร้อย
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “Project Thaitan” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างทีมงานวิจัยไทย นำโดย ดร.ศิตะ มานิตกุล ร่วมกับมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร และกรมทรัพยากรธรณี โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยระดับโลกจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก นำไปสู่การขุดค้นพบชิ้นส่วนฟอสซิล ณ บ้านพนังสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ โดยฝังตัวอยู่ในชั้นตะกอนของหมวดหินโคกกรวด กลุ่มหินโคราช ยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือมีอายุทางธรณีวิทยาเก่าแก่ประมาณ 110-115 ล้านปีก่อน ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ร่วมกันตั้งชื่อวิทยาศาสตร์อันทรงคุณค่าว่า นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ซึ่งมีความหมายสื่อถึง “พญานาคยักษ์แห่งชัยภูมิ” เพื่อเป็นเกียรติแก่พื้นที่ค้นพบและสอดคล้องกับความเชื่อในท้องถิ่นของไทย
ดร.ศิตะ มานิตกุล กล่าวว่า จากการศึกษารายละเอียดทางสัณฐานวิทยาอย่างลึกซึ้งและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ คณะนักวิจัยระบุว่า นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส จัดเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดหรือกลุ่มไดโนเสาร์กินพืชคอยาว ในกลุ่มซอมโฟสปอนดิแลน ภายใต้กลุ่มย่อยยูฮีโลโปดิด โดยมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติอย่างใกล้ชิดกับ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาวอีกสายพันธุ์ของไทยที่ถูกค้นพบในหมวดหินเสาขัวที่มีอายุเก่าแก่กว่าราว 130 ล้านปี สิ่งที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกคือ การประเมินมวลน้ำหนักและขนาดร่างกาย ซึ่งพบว่านาคาไททันมีน้ำหนักตัวสูงถึงประมาณ 27 ตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกาขนาดใหญ่จำนวน 4-5 เชือกรวมกัน และมีขนาดความยาวจากส่วนหัวจรดปลายหางยาวถึง 27 เมตร ส่งผลให้นาคาไททันก้าวขึ้นแท่นเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที
การค้นพบในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญให้แก่วงการวิทยาศาสตร์และบรรพชีวินวิทยาโลก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของนักวิจัยไทยและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยนวัตกรรมในระดับสากล ตลอดจนช่วยเติมเต็มหน้าประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและภาพจิ๊กซอว์วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ในภูมิภาคนี้ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป
ทีมข่าว/มหาสารคาม

You May Also Like