
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณสามแยกหน้าปากซอยโรงเจเข่งซิ่วตั๊ว ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิขุนรัตนาวุธ นำกำลังและรถดับเพลิงเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงภายในร้านรับซ่อมนาฬิกา ซึ่งเปิดกิจการอยู่คู่กับชุมชนชาวตำบลท่าเรือมาอย่างยาวนาน ลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น จำนวน 3 คูหา โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณชั้นล่างของอาคาร ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากภายในมีทรัพย์สินและอุปกรณ์จำนวนมาก ทำให้ควันสีดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล
โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโกลาหล เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในย่านชุมชนใกล้กับตลาดสดและเป็นพื้นที่การค้าสำคัญของตำบลท่าเรือ ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันออกมาสังเกตการณ์ด้วยความตกใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งกันพื้นที่และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อเปิดทางให้รถดับเพลิงเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเฝ้าระวังไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังอาคารพาณิชย์และบ้านเรือนที่อยู่ติดกัน
ระหว่างเกิดเหตุ นายสันติ กิตติโชติทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองท่าเรือพระแท่น ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และอำนวยการควบคุมเหตุการณ์ด้วยตนเอง พร้อมสั่งการให้รถดับเพลิงของเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่นจำนวน 2 คัน เข้าระดมฉีดน้ำควบคุมเพลิง และประสานขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิงจากองค์การบริหารส่วนตำบลตะคร้ำเอน อีก 1 คัน เพื่อสกัดเพลิงที่กำลังโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัครได้ช่วยกันระดมฉีดน้ำจากหลายทิศทางเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ ท่ามกลางความโล่งใจของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากหากไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ทันอาจส่งผลให้เพลิงลุกลามไปยังอาคารใกล้เคียงและสร้างความเสียหายในวงกว้าง
ภายหลังเพลิงสงบ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบความเสียหายภายในอาคาร พบว่าบริเวณชั้นล่างซึ่งเป็นจุดต้นเพลิงได้รับความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงทรัพย์สิน เครื่องมือซ่อมนาฬิกา และนาฬิกาจำนวนมากที่ถูกเพลิงเผาทำลาย
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า ร้านรับซ่อมนาฬิกาที่เปิดให้บริการมานาน เป็นที่รู้จักของชาวตำบลท่าเรือและพื้นที่ใกล้เคียง โดยในช่วงเย็นหลังปิดร้านจะไม่มีผู้พักอาศัยหรือเฝ้าร้านอยู่ภายในอาคาร ทำให้ขณะเกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อาจมาจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน เนื่องจากต้องรอการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดอีกครั้ง
ส่วนมูลค่าความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ เนื่องจากภายในร้านมีนาฬิกาโบราณ นาฬิกาสะสม และทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงจำนวนหลายเรือนถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย ซึ่งเจ้าของร้านจะต้องเข้าตรวจสอบรายการทรัพย์สินอย่างละเอียดร่วมกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวน สภ.ท่าเรือ ได้บันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน พร้อมเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อสรุปสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป./
///////////////////////////////////////
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์
