
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่ศาลากลางชุมชน หมู่ 3 ตำบลเสนา อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เสนา จัดประชุมประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการขยะในพื้นที่ โดยมีการหารือถึงการใช้เตาเผาขยะแบบเดิม หรือปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบรถเก็บขยะ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ รวมทั้งมีการจัดเก็บค่าบริการตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยปัญหาเรื่องของการใช้เตาเผาขยะมีข้อถกเถียงกันมาแล้วหลายปี
โดยมี ว่าที่ร้อยตรีโชคฐิสา อารีย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสนา เป็นประธานการประชุมทำประชาคม พ้อมด้วยขณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ของอบต.เสนา นายเอกรัฐ อิสโร ปลัดอำเภออุทัย ร่วมรับฟัง
บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างกว้างขวาง โดยประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการดำเนินโครงการเตาเผาขยะ ทั้งในประเด็นสถานที่ตั้ง ผลกระทบจากการเผาขยะ และแนวทางการจัดการขยะในอนาคต
ขณะที่เจ้าหน้าที่ อบต. ได้ชี้แจงว่า เตาเผาขยะที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ส่วนกรณีเปลี่ยนมาใช้รถเก็บขยะ จะต้องดำเนินการจัดสรรงบประมาณ จัดหารถและบุคลากร ตลอดจนกำหนดอัตราค่าจัดเก็บขยะตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งเสนอให้คงจุดตั้งเตาเผาขยะไว้ในพื้นที่เดิม ส่งผลให้ในระหว่างการประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ก่อนที่ประชาคมจะลงมติหาข้อสรุป เสียงส่วนใหญ่ให้ยกเลิกวิธีการกำจัดขยะด้วยการใช้เตาเผาของอบต. และเสนอให้มีการจัดเก็บขยะ พร้อมที่จะจ่ายค่าดำเนินการกำจัดขยะตามระเบียบของทาง อบต.
ว่าที่ร้อยตรีโชคฐิสา อารีย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสนา กล่าวว่า ผลการประชาคมครั้งนี้ได้ข้อสรุปตามมติของประชาชนว่า ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการเตาเผาขยะในพื้นที่ และมีมติให้ย้ายเตาเผาขยะออกจากพื้นที่
นายก อบต.เสนา กล่าวว่า หลังจากนี้ อบต.จะดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเบื้องต้นจะว่าจ้างหน่วยงานภายนอกเข้ามารับผิดชอบการจัดเก็บและขนย้ายขยะ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ก่อนที่จะดำเนินการจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของ อบต.เองในระยะต่อไป
พร้อมกันนี้ นายก อบต.เสนา ยังระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับโครงการเตาเผาขยะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประชาชนในหมู่ที่ 3 เท่านั้น แต่ยังมีประชาชนจากหมู่บ้านอื่นในพื้นที่เข้ามาสอบถามและแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนหลายพื้นที่ให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

