บ่ายวันนี้ ( 17 ส.ค. 69) หลังจากที่กลุ่มพลังมวลชนชาวปราจีนบุรี ประมาณ 200 คน ได้นัดรวมตัวเดินทางไปที่ศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี ต.ไม้เค็ด อ.เมืองปราจีนบุรี ปรากฏว่า ที่ศูย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดสกัดเส้นทางเข้าพื้นที่ศูนย์ราชการ รวมทั้งมีคำสั่งให้ปิดประตูรั้วของศูนย์ราชการทั้งหมด ทำให้การจราจรติดขัดจำนวนมาก เนื่องจากมีข้าราชการจำนวนมากไม่ทราบและไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ ต้องใช้ประตูทางเข้าศาลจังหวัดปราจีนบุรีแทนอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ อยู่ไพร ผกก.สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้เดินทางมาที่บริเวณประตูทางเข้าศูนย์ราชการ เพื่อชี้แจงข้อ กม.การชุมนุมได้กับกลุ่มพลังมวลชนให้ทราบ โดยทางกลุ่มได้เรียกร้องต้องการพบกับทาง นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อขออนุญาติเข้าไปชุมนุมในพื้นที่ศาลากลางจังหวัดที่มีหนังสือขออนุญาติไว้ แต่ทางผู้ว่ายังคงไม่อนุญาติ ทำให้กลุ่มผู้เรียกร้องปราศรัยการทำงานของผู้ว่าอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นไม่นาน นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานได้เดินทางออกมาพบประพูดคุยกับแทนนำ โดยแกนนำยังคงเรียกร้องขอพูดคุยกับทางผู้ว่าเท่านั้นและขอเข้าไปรวมตัวเรียกร้องในพื้นที่ศูนย์ราชการ พร้อมขอให้ทางราชการจัดบริการด้านห้องสุขา ไฟส่องสว่าง และที่สำคัญคือต้องการให้นายกรัฐมนตรีลงนามในหนังสือยกเลิก EEC ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ปรากฏว่าขอไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด
ในการชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้ ทางผู้ชุมชนได้ทำแถลงการณ์ว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” จึงมารวมตัวชุมนุม ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อเรียกร้อง และผลการเจรจากับรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 มิถนายน 2569 ซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้ให้คำมั่นว่าจะนําข้อเรียกร้องของเครือข่าย ไปหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัธมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อพิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยาย EEC มายัง จังหวัดปราจีนบรี ตามข้อเสนอของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง
บัดนี้ เวลาผ่านมากว่า 45 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับคําตอบหรือเห็นความคืบหน้า ที่ชัดเจนจากรัฐบาล พวกเราจึงจำเป็นต้องออกมาติดตามคำมั่นที่รัฐบาลได้ให้ไว้ และขาดความรับผิดชอบต่อข้อตกลงทีเกิดขึ้นจากการเจรจากับประชาชน พวกเราในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” พร้อมด้วยประชาชน 11,207 รายชื่อ ตามที่ได้ยืนต่อรัฐบาถแล้ว ขอประกาศยืนยันเหตุผลที่รัฐบาลต้องยุติการนํา จังหวัดปราจีนบรีเข้าส่ EEC เช่น จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพและจุดแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้สำคัญ เช่น ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตจำนวนมาก รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้
- ดำเนินการโดยขาดความโปร่งใสตั้งแต่ชั้นตอนแรก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายงานผลการศึกษาฯที่พวกเราได้รับมาจากการทวงถามใน วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ภายหลังจาจากที่คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมและมีมติเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้วนั้น พวกเราตรวจพบข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง และบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริงแล้วจำนวนหลายประเด็นที่ผ่านมาปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 ภายหลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะโรงหลอม และโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งได้ทุกสีผังเมือง ส่งผลให้เกิดโรงงาน 105 – 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมากเข้ามาทั้งผิดและถูกกฎหมาย กระจายไปทั่วโดยเฉพาะนักลงทุนจีน และเมื่อมี พ.ร.บ.EEC ในปี 2561 ปราจีนบุรีได้กลายเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะในฐานะแหล่งรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก โดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
- การบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในพื้นพื้นที่ 3 จังหวัดเดิม คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงปัจจุบัน ถือเป็นความล้มเหลว โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจัดการมลพิษขยะพิษ และกากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน โรงงานศูนย์เหรียญ ปัญหาการจัดการเรื่องนอมินี ปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยขนในแรงงาน ปัญหาเหล่านี้หน่วยงานไม่สามารถกำกับควบคุมและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.กฎหมายอีอีชีเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้เกิดธุรกิจสีเทา นำไปสู่การกระทำความผิดหรือการละเลยความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมวัฒนธรรม สิทธิชุมชน จนทำให้คนท้องถิ่นตั้งเดิมกลายเป็นพลเมืองขั้นสอง
- การนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จะก่อให้เกิดการสูญเสียที่ดินของคนท้องถิ่น หลุดมือไปอยู่กับกลุ่มนายทุน เนื่องจากพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเดิมมีราคาที่ดินสูงขึ้น แต่นักลงทุนมีความต้องการที่ดินผืนใหญ่และมีราคาถูก จึงมุ่งหน้ามายังจังหวัดปราจีนบุรี เพราะที่ดินยังมีราคาต่ำ รวมทั้งมีการดำเนินการรรรรวมที่ดินไว้เป็นแปลงใหญ่เรียบร้อยแล้วในหลายพื้นที่โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นักการเมือง นายหน้าค้าที่ดิน และกลุ่มทุนระดับชาติ,
- การนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจะก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่น้ำอนุรักษ์ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้น้ำปริมาณมาก จึงมีแผนการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – ทับลานอีก 7 แห่ง ทั้งที่ในปัจจุบันปราจีนบุรีมีเชื่อนอยู่แล้วทั้งหมด11 แห่ง ซึ่งเมื่อตรวจสอบแผนที่ขประทานของเชือนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น กลับพบว่าเชื่อนไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับภาคการเกษตรแต่อย่างใด เช่น ในกรณีเขื่อนห้วยโสมงที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ที่ 2561 แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระบบชลประทานฝั่งขวายังไม่แล้วเสร็จ เกษตรกรที่อยู่ท้ายเขื่อนยังไม่เคยได้ใช้น้ำ ทั้งยังพบว่าบางชุมชนในอำเภอบ้านสร้างก็ยังต้องเผชิญปัญหาน้ำเค็มรุกทุกปี ย่อมแสดงให้เห็นว่า น้ำไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคการเกษตรและชุมชนดังคำกล่าวอ้าง ยิ่งไปกว่านั้น หากเชื่อนถูกสร้าง 2/11 ในป่ามรดกโลกดงพญาเย็น – เขาใหญ่ จะส่งผลให้ป่าต้นน้ำหายไปกว่า 20,000 ไร่ ป่าก็มีความเสี่ยงต่อการถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลก และปัญหาที่จะตามมา คือ สัตว์ป้าจะออกมายังพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ สร้างความเสียหายให้แก่ชุมชน เนื่องจากเมื่อบำถูกทำลายแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่าลดลง
- จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพและจุดแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้ที่สำคัญ เช่น ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตกจำนวนมาก รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลานซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้ แต่การขยายพื้นที่ EEC มาจังหวัดปราจีนบุรีอ้างถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นที่ตั้ง โดยมองมิติด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม พื้นที่การเกษตร และมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรมเป็นเรื่องรอง ไม่ได้ให้คุณค่าความสำคัญ โดยอธิบายว่าการพัฒนาต้องยอมเสียสละเพื่อความเจริญ ทั้งที่ความเจริญเหล่านั้นไม่ได้สร้างประโยชน์และกระจายรายได้ให้กับประชาชนในพื้นพื้นพื้โตรง แต่เป็นประโยชน์ของทุนต่างทุนต่างชากกว่าด้วยหตุผลดังกล่าว พวกเราชาวปราจีนบุรีโดยเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งและแนวร่วมขอยืนยันยันคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี และขอยืนยันยันว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชนและวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงบางส่วน
โดยเครือข่ายฯ ขอให้ท่านนำประเด็นที่เครือข่ายประชาชนคัดค้านการขยายเขตพื้นที่อีอีซีเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายฯ เพื่อประกอบการพิจารณถึงความไม่เหมาะสมในการขยายเขตมายังจังหวัดปราจีนบุรีและพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจะรับฟังความคิดเห็นของพวกเรา และนำไปพิจารณาทบทวน พร้อมทั้งเสนอต่อ กพอ. ให้ยุติการขยายพื้นที่อีอีชีมายังจังหวัดปราจีนบุรี ทั้งนี้ พวกเราขอให้ท่านเร่งชี้แจงรายละเอียดผลการพิจารณาดำเนินการ
เป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรมายังเครือข่ายของพวกเราภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ยื่นหนังสือฉบับนี้ จึงเรียบมาเพื่อโปรดพิจารณาว่า จังหวัดปราจีนบุรีพัฒนาได้โดยไม่ต้องเข้าอีอีซี

