ปราจีนบุรี รมต.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่รับฟังคัดค้านเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

วันที่ 18 สค.69 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมต.ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่ร่วมรับฟังประเด็นคัดค้านของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง 7 ประเด็น

1.รายงานการศึกษารอบด้านและขาดความโปร่งใส เครือข่ายฯตั้งข้อสังเกตว่า รายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยฯมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาจมีข้อมูลไม่รอบด้าน และมีลักษณะเหมือนการศึกษาเพื่อให้กระบวนการครบตามขั้นตอนก่อนประกาศผนวกรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้า EEC สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(สกพอ.)ชี้แจงว่า (สกพอ.)ร่วมกับสถาบันวิจัยฯมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาความเหมาะสมของจังหวัดปราจีนบุรีอย่างรอบด้าน และได้ดำเนินการ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอร่างรายงานรวม 27 ครั้ง

มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,696 คน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 และวันที่ 19 กันยายน 2568

ประเด็นที่ 2 ปัญหาโรงงานขยะ โรงหลอม และการเป็น หลังบ้าน EEC เครือข่ายฯเห็นว่าตั้งแต่ปีพ.ศ 2560 หลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ส่งผลให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ทุกสีผังเมือง ทำให้มีโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย และมีนักลงทุนจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อมาเมื่อมี พรบ.EEC พ.ศ.2561 เครือข่ายฯมองว่าจังหวัดปราจีนบุรีกลายเป็นหลังบ้านEEC ทำหน้าที่รับรองและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก ขณะที่ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขและเยียวยาอย่างเป็นธรรม สกพอ.ชี้แจงว่า การจัดตั้งโรงงานประเภท 105 และประเภท 106 รวมถึงกิจการกำจัดหรือรีไซเคิลของเสียต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และอยู่ในอำนาจของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับโรงงานในพื้นที่ EEC แม้จะได้รับการส่งเสริมการลงทุน ก็ยังต้องปฏิบัติตาม กฎหมายโรงงาน เงื่อนไขใบอนุญาต และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเคร่งครัด รวมทั้งต้องจัดทำEIAในกรณีที่กฎหมายกำหนด ส่วนการขยาย EEC สกพอ.ระบุว่า มุ่งรับรองอุตสาหกรรมเป้าหมาย ธุรกิจสนับสนุน เทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องคำนึงถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นที่ 3 EEC จังหวัดเดิมคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ถูกมองว่าล้มเหลวในการควบคุมปัญหา (สกพอ.)ชี้แจงว่า ไม่มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบ จับกุม หรือดำเนินคดี ตามกฎหมายเฉพาะส่วนปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โรงงานผิดกฎหมาย นอมินี แรงงานผิดกฎหมาย หรือการละเมิดสิทธิแรงงาน สกพอ.เห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกหน่วยงานของรัฐต้องยกระดับการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน สกพอ.ไม่เห็นว่าการกระทำผิดของผู้ประกอบการหรือบุคคลบางรายจะสามารถสรุปได้ว่าเป็นความล้มเหลวของ EEC

ประเด็นที่ 4 พ.ร.บ.EEC ถูกมองว่าเอื้อธุรกิจสีเทาและกระทบสิทธิชุมชน เครือข่ายฯเห็นว่ากฎหมาย EEC อาจเป็นเครื่องมือเพื่อธุรกิจสีเทาและนำไปสู่การกระทำผิดหรือการละเลยความรับผิดชอบต่อประชาชนในหลายด้าน จนทำให้คนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสถานะเสมือนเป็นพลเมืองชั้น 2 สกพอ.ชี้แจงว่า พ.ร.บ EEC พ.ศ.2561ไม่ได้ยกเว้นหรือผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม โรงงาน แรงงาน สาธารณสุข และกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนและชุมชน โดยโครงการที่เข้าข่ายตามกฎหมายยังต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย อย่างครบถ้วน ส่วนการทำธุรกิจสีเทาหรือการกระทำผิดอื่นๆ ของผู้ประกอบการ ถือเป็นการกระทำความผิดกฎหมาย ต้องอยู่ใต้การตรวจสอบ กำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่สิทธิประโยชน์หรือกลไกที่ พ.ร.บ.EEC กำหนดไว้

ประเด็นที่ 5 การเสียชีวิตที่ดินของคนท้องถิ่น

ประเด็นที่ 6 การสูญเสียพื้นที่ป่าและพื้นที่อนุรักษ์จากความต้องการใช้น้ำและการพัฒนาอุตสาหกรรม

ประเด็นที่ 7 จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สกพอ.ยืนยันว่าหากทางจังหวัดปราจีนบุรีได้รับการกำหนดเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกดำเนินงานจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 โดยจัดทำแผนพัฒนาอย่างรอบด้าน พร้อมบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และประชาชน โดยคำนึงถึงศักยภาพพื้นที่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม วิถีชุมชน และคุณภาพชีวิต เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์อย่างสมดุล

You May Also Like