อาชีวะยันเอกสารหมื่นหน้า ไม่ใช่คำตัดสิน กรณีงบ 5 แสน ไม่ได้แปลว่าทุจริต

วันนี้ (1 ก.ย.69) เวลา 09.00 น.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ โต้ข่าวกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องเพิ่มเติมพร้อมเอกสารข้อมูลลับกว่าหมื่นแผ่น เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 เพื่อขอให้ตรวจสอบ รมว.ศึกษาธิการและเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) และรองเลขา กอศ. กรณีสั่งให้สถานศึกษาในสังกัดจัดทำโครงการต่างๆ โดยซอยงบให้แต่ละสถานศึกษาแห่งละ 5 แสนบาท เพื่อเลี่ยงการเปิดประมูล โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจงแทน เพื่อล็อคบริษัทที่ผู้บริหารกระทรวงเตรียมไว้แล้ว นั้น

สำหรับเรื่องดังกล่าวทาง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ชี้แจงไปแล้วก่อนหน้านี้ ว่าขณะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพียงแต่มีหนังสือสั่งการเบื้องต้นให้เตรียมความพร้อมและให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นไปตามระเบียบกฎหมายโดยเคร่งครัด ทุกประการ สำหรับเอกสารหมื่นหน้า ที่องค์อรดังกล่าวไปยื่น ป.ป.ช. นั้น อาจ เป็นเอกสารทั่วไปเกี่ยวกับงบประมาณรายการต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการแต่อย่างใด เพราะขณะนี้งบประมาณอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร สังคมจึงไม่ควรตัดสินล่วงหน้าว่าโครงการงบ 5 แสน เป็นการทุจริต เพราะ พรบ.งบประมาณยังไม่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และหากผ่านแล้ว
ตรวจพบมีการทุจริตจริงก็ควรชี้ให้ชัดโครงการไหน ใครสั่ง บริษัทใด และเงินไปไหน และองค์กรตรวจสอบสามารถยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ป.ป.ช. และสตง. ทาง สอศ. พร้อมรับการตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสถานศึกษา และดำเนินทางระเบียบ กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรณีมีผู้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมเอกสารจำนวนกว่าหมื่นหน้า ขอให้ตรวจสอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยกล่าวอ้างว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณและกำหนดวงเงินให้สถานศึกษาแห่งละประมาณ 500,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาและเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนนั้น ข้อร้องเรียนดังกล่าวเป็นเรื่องที่หน่วยงานตรวจสอบสามารถรับไว้ตรวจสอบได้ และทาง สอศ. ผู้ถูกกล่าว และทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งการยื่นคำร้องยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบเท่านั้นไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพราะการกำหนดวงเงินไม่เกินห้าแสนบาท และหากดำเนินการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นความผิดหรือเป็นการทุจริตโดยตัวของมันเอง หน่วยงานสามารถกำหนดได้ตามระเบียบพัสดุ เพราะกฎหมายและหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเปิดให้หน่วยงานใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขและวงเงินตามที่กำหนด แต่สิ่งที่กฎหมายห้ามชัดเจนคือการจงใจแบ่งวงเงินของพัสดุหรืองานเดียวกันออกเป็นหลายส่วน เพื่อลดวงเงินให้สามารถใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างที่หลีกเลี่ยงการแข่งขัน ดังนั้นการสงสัยว่ามีการ “ซอยงบ” หรือ “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ต้องตรวจสอบเป็นรายโครงการ ไม่ใช่สรุปรวมจากการที่สถานศึกษาหลายแห่งได้รับงบประมาณในจำนวนใกล้เคียงกัน เพราะสถานศึกษาแต่ละแห่งเป็นหน่วยงานหรือหน่วยจัดซื้อที่มีความต้องการ พื้นที่ใช้งาน แผนงาน ผู้อนุมัติ และความรับผิดชอบแตกต่างกัน หากสถานศึกษาได้รับงบประมาณแห่งละไม่เกินห้าแสนบาทจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นแผนหลีกเลี่ยงการประมูล เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดงบประมาณภายหลังพระราชบัญญัติงบประมาณมีผลใช้บังคับ ซึ่งไม่ใช่การกระทำผิดโดยอัตโนมัติ หากดำเนินการภายใต้อำนาจ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวัตถุประสงค์ที่กฎหมายงบประมาณกำหนด ประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือ การเปลี่ยนแปลงนั้นได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจหรือไม่ ยังคงอยู่ภายในแผนงานและวัตถุประสงค์เดิมหรือไม่

ส่วนข้อกล่าวหาว่าเอกชนเข้าไปสำรวจความต้องการ จัดทำราคากลาง แบ่งพื้นที่รับงาน หรือมีการกำหนดบริษัทไว้ล่วงหน้า เป็นข้อกล่าวหาที่มีความร้ายแรง ผู้กล่าวอ้างจึงควรแสดงหลักฐานให้ตรวจสอบได้ว่า บริษัทใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาแห่งใด ใครเป็นผู้สั่งการ เอกสารราคากลางจัดทำโดยใคร และผลการจัดซื้อจัดจ้างตกแก่ใคร ซึ่ง สอศ. จะเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและสถานศึกษาที่ถูกพาดพิงชี้แจง พร้อมส่งเอกสารต่อ ป.ป.ช.โดยไม่ปกปิดหรือแทรกแซงกระบวนการ
แต่การเรียกร้องให้โยกย้ายผู้บริหารทันที ก่อนที่ข้อกล่าวหาจะผ่านการตรวจสอบเบื้องต้น ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะมาตรการทางการบริหารไม่ควรถูกใช้เสมือนเป็นการลงโทษล่วงหน้า เว้นแต่มีเหตุผลและข้อเท็จจริงชัดเจนว่าบุคคลนั้นอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน เรื่องนี้จึงไม่ควรจบด้วยการเชื่อผู้ร้องทั้งหมด หรือปฏิเสธคำร้องทั้งหมด แต่ต้องนำเอกสารมาตรวจทีละโครงการ ทีละสัญญา และทีละบริษัท ถ้าพบว่ามีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ล็อกผู้รับงาน หรือเรียกรับผลประโยชน์จริง ต้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าตรวจสอบแล้วเป็นการจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาแต่ละแห่งตามความต้องการ และดำเนินการตามกฎหมาย ก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วย

You May Also Like