
วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่เทศบาลตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายคเชน เจียกขจร นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก เปิดเผยว่า สภาเทศบาลได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 140 ล้านบาท โดยจัดสรรงบประมาณเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนกว่า 40% งบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกว่า 15% ส่วนที่เหลือเป็นเงินสะสมและงบรองรับภัยพิบัติต่าง ๆ พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาระยะ 3–5 ปีไว้เรียบร้อยแล้ว
นายกเทศมนตรีกล่าวว่า แผนพัฒนาดังกล่าวเกิดจากการจัดทำประชาคมร่วมกับฝ่ายปกครอง อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มสตรี กลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมอาชีพและรายได้ โดยยึดแนวทางการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน
ด้านการศึกษา เทศบาลมุ่งพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน โดยมีแผนขยายพื้นที่อาคารเรียนและเพิ่มบุคลากร เพื่อรองรับนักเรียนจาก 100 คน เป็น 200 คน พร้อมส่งเสริมการเรียนการสอน 2 ภาษา ได้แก่ ไทย–อังกฤษ และมีแผนเพิ่มภาษาจีนในอนาคต เพื่อเป็นพื้นฐานก่อนเข้าสู่ระดับประถมศึกษา ทั้งยังมีตัวอย่างเด็กในพื้นที่ที่เคยเรียนจบจากศูนย์ฯ เมื่อกว่า 15 ปีก่อน ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี กลับมาทำงานในพื้นที่และพร้อมมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน
ด้านสิ่งแวดล้อม แม้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันจะไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่โดยตรง แต่เทศบาลได้จัดซื้อเครื่องฟอกอากาศติดตั้งในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ห้องประชุมสภา และห้องประชุมใหญ่ เพื่อควบคุมค่าฝุ่น PM 2.5 ให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ
สำหรับการพัฒนาเมือง พื้นที่เทศบาลตำบลช้างเผือกอยู่นอกเขตผังเมือง จึงไม่มีอาคารสูงจำนวนมาก แม้มีกฎหมายควบคุมความสูงอาคารไม่เกิน 22 เมตร แต่ส่วนใหญ่ก่อสร้างไม่เกิน 12 เมตร ส่งผลให้ราคาที่ดินไม่สูงมากนัก และเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการจัดเก็บรายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่น
นายคเชนระบุว่า ประเด็นที่น่าห่วงคือระบบระบายน้ำและการบำบัดน้ำเสีย ในช่วงฝนตกหนัก เทศบาลได้จัดซื้อเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อลดระยะเวลาน้ำท่วมขังและเร่งการระบายน้ำ ขณะที่การก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียยังเกินศักยภาพของเทศบาล เนื่องจากขาดพื้นที่สำหรับก่อสร้างโรงบำบัดและใช้งบประมาณสูง แม้จะหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหลายปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า
พร้อมกันนี้ นายกเทศมนตรีฝากถึงประชาชนว่า ในปีหน้าขอให้ร่วมสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนโดยตรง แอปพลิเคชัน หรือเฟซบุ๊ก โดยมองว่าเสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็น “กระจกเงา” ที่ช่วยสะท้อนปัญหา ทำให้เทศบาลสามารถพัฒนาได้ตรงกับความต้องการของประชาชน และร่วมกันสร้างการเติบโตของชุมชนอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนต่อไป.

