วันนี้ (10 ก.ย. 69) กลุ่มเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงและกลุ่มเครือข่ายปราจีนเข็มแข็ง กว่า 200 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณสนามหญ้า หน้าที่ว่าการ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พร้อมอ่านแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ยุติกระบวนการสอบสวนทางวินัย กำนันประภาศ รักศรี ที่ไปชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและประโยชน์สาธารณะ แต่ปรากฏว่า นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันประภาส รักศรี โดยอ้างว่ามีผู้ไม่ประสงค์ออกนามยื่นร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสม

เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ยุติกระบวนการสอบสวนทางวินัย กำนันประภาส รักศรี จากกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเข้าร่วมการชุมนุม และการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ โดยขอให้แจ้งผลการยุติเป็นลายลักษณ์อักษร และขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผู้นำชุมชน โดยเฉพาะด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อม
ต่อมาในช่วงบ่าย นายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอกบินทร์บุรี ได้เดินทางไปพบกับกลุ่มเครือข่าย พร้อมกล่าวถึงขบวนการการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ว่า ที่ถูกร้องเรียนมีข้อเท็จจริงอย่างไร หากมีความผิดจริงก็ต้องมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นมา ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีความผิดหรือไม่และยังมีขั้นตอนอีกนาน ซึ่งในเรื่องนี้ ทางกลุ่มได้กล่าวถึงคำสั่งที่ออกมาเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เนื่องจากผู้ว่าที่อ้างว่าถูกกล่าวหาเป็นคู่กรณีกัน ซึ่งควรให้ผู้ว่าคนใหม่หรือคนกลางมาออกคำสั่งแต่งตั้ง เนื่องจากผู้ว่าคนปัจจุบันก็จะเกษียณปลายเดือนนี้แล้ว
หลังจากนายอำเภอได้มีการชี้แจงไปแล้ว แต่ทางกลุ่มเห็นว่าไม่มีความชัดเจน จึงได้มีการนัดหมายจะเดินทางไปชุมนุมเรียกร้อง ที่กรมการปกครองและปลัดกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 15 ก.ย. 69 ทางกลุ่มจึงแยกย้ายกันเดินทางกลับภูมิลำเนา
ในเรื่องนี้ นายสุนทร คมคาย แกนนำได้กล่าวว่า วันนี้ชาวบ้านมาให้กำลังใจกับกำนัน แล้วก็มาเรียกร้องความเป็นธรรม ที่ถูกท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย จากเหตุการณ์ที่ท่านกำนันประภาส ไปร่วมชุมนุมที่หน้าศาลากลาง เราก็ยังยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนั้นไม่ได้ผิดกฎหมายเกิดขึ้นพร้อมแจ้งการชุมนุมอย่างถูกต้อง ส่วนการสอบสวนกำนันก็เกิดขึ้นเร็วมาก เนื่องจากว่าท่านผู้ว่ากำลังจะเกษียณอายุราชการภายในเดือนนี้ มีการสอบด้วยข้อหา ที่มีการกล่าวร้ายผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจจะหมายถึงท่านผู้ว่า การที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด คิดว่าสิ่งที่กำนันพูดมีช่องทางการปกป้องตัวเองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทในอะไรต่างๆ แต่การที่ท่านผู้ว่าใช้อำนาจตัวเองที่มีอยู่ในการบังคับบัญชา สุดท้ายคนที่ลงชื่อลงนามลงโทษ คือตัวผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อกระบวนการเหล่านี้ เราจึงมาเรียกร้องความเป็นธรรมตั้งแต่เรื่อง ใช้บัตรสนเท่ห์จริงๆ แล้ว เราก็ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ กำนันประภาส รักศรี ว่าสิ่งที่กำนันทำเป็นการปกป้องและก็แสดงออกตามวิถีประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง

