
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องประชุม ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 13 จังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี มอบหมายให้ นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมการประชุมและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่กลอง
โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฯ การประชุมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้ มี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นางสาวชลธิชา วงษ์อุตสาห์ นายอำเภอท่าม่วง พร้อมด้วย นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 คณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ในที่ประชุม นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา ได้รายงานสถานการณ์น้ำว่า ในช่วงวันที่ 25–30 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้มวลน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ไหลเข้าสู่เขื่อนแม่กลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรมชลประทานจึงได้จัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 13” ขึ้น โดยมี นายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำในช่วงวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที
สำหรับสถานการณ์น้ำที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 มีมวลน้ำไหลเข้าเขื่อนแม่กลองสูงสุดประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (หรือคิดเป็นประมาณ 207 ล้านลูกบาศก์เมตร) ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้บริหารจัดการน้ำโดยการระบายผ่านเขื่อนแม่กลองในอัตราไม่เกิน 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยบรรเทาและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ด้านท้ายน้ำ
ปัจจุบัน ปริมาณมวลน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยเริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้ว โดยเขื่อนแม่กลองมีปริมาณน้ำไหลเข้าอยู่ที่ประมาณ 2,052 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (178 ล้านลูกบาศก์เมตร) และมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 2,158 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (186 ล้านลูกบาศก์เมตร) ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 22.67 ม.รทก. ทั้งนี้ ทางศูนย์ฯ มีแนวโน้มที่จะปรับลดการระบายน้ำลงตามสถานการณ์จริงต่อไป
ด้าน อธิบดีกรมชลประทาน ได้เน้นย้ำและกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้นำข้อมูลการคาดการณ์ฝนมาประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนภัยให้ชัดเจน ทั้งระดับน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัย ตลอดจนบูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนทั้งในพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนได้อย่างทันท่วงที
ส่วนนายไพฑูรย์ เก่งการ่าง รอง เลขา สทนช. พูดถึงภาพรวมของสถานการณ์น้ำของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ประกอบด้วยพื้นที่ จังหวัดอุทัยธานี อยุธยา ระยอง ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และกรุงเทพฯมหานคร ขอฝากสื่อช่วยประชาสัมพันธ์ ไปถึงคนประชาชน ไม่ต้องวิตกกังวล ทุกหน่วยเกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด คาดว่าอีก 7 วัน สถานการณ์จะเข้าสู่ปกติ
///////////////////////
ทีมข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์

