คอมมานโดรวบ “กล้า” บัญชีม้าแก๊งคอลฯ อ้างกรมที่ดินตุ๋นเหยื่อสูญ 6.5 แสน พบถูกหลอกไปปอยเปต บังคับเปิดบัญชี-กักขัง

ตำรวจคอมมานโดจับกุม นายนัฐพล หรือ “กล้า” อายุ 24 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี คดีเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังพบเงินผู้เสียหายถูกหลอกโอนกว่า 6.5 แสนบาท โดยมีเงิน 5 แสนบาทเข้าบัญชีผู้ต้องหา ก่อนถูกโอนต่อไปยังบัญชีอื่น เจ้าตัวอ้างถูกหลอกไปสมัครงานแอดมินเว็บพนันในปอยเปต แต่กลับถูกบังคับเปิดบัญชีและกักขัง ก่อนขอความช่วยเหลือจากสถานทูตจนเดินทางกลับไทยได้

การจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญญา ผบก.ปพ. โดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี ที่ 231/2569 ลงวันที่ 13 ส.ค. 2569 ในข้อหาเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ได้ที่สถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น.

คดีนี้สืบเนื่องจากช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2568 ผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่า ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน หลอกให้เพิ่มเพื่อน LINE โดยอ้างว่ามีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาจากกรมที่ดินและเงินเยียวยาโควิด-19 รวม 27,000 บาท ก่อนหลอกให้ทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร โดยสั่งให้เปลี่ยนภาษาของโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษและทำตามขั้นตอนที่กำหนด พร้อมให้ปิดเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที

เมื่อเปิดโทรศัพท์อีกครั้ง ผู้เสียหายพบเงินถูกโอนออกจากบัญชีธนาคารหลายบัญชีรวม 4 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 659,900 บาท โดยหนึ่งในนั้นเป็นการถอนเงินผ่านตู้ ATM แบบไม่ใช้บัตร

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เงินจำนวน 500,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพของนายนัฐพล ก่อนกระจายต่อไปยังบัญชีบุคคลอื่นและบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน กระทั่งสืบทราบว่าผู้ต้องหากำลังเดินทางจากภาคใต้เข้ากรุงเทพฯ จึงวางกำลังจับกุมได้ดังกล่าว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนัฐพลให้การรับสารภาพ พร้อมอ้างว่า ช่วงปลายปี 2568 ได้หางานผ่านเพจเฟซบุ๊กและพบประกาศรับสมัครแอดมินตอบลูกค้าเว็บพนันออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอเงินเดือน 25,000 บาท ก่อนเพิ่มค่าคอมมิชชันเป็นรายได้รวม 30,000-40,000 บาทต่อเดือน จึงตัดสินใจรับงานเพราะเห็นว่าค่าตอบแทนสูง

ผู้ต้องหาอ้างว่า ขบวนการออกค่าเดินทางและที่พักใน จ.ระยอง ให้ ก่อนมีรถตู้มารับและพาข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่เมื่อไปถึงกลับถูกบังคับให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร 1 บัญชี โดยไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ อีกทั้งยังถูกกักขังให้อยู่ภายในห้อง ก่อนถูกย้ายไปยังเมืองเกาะกงพร้อมคนไทยอีกประมาณ 5-6 คน

ต่อมามีชาวบ้านแนะนำให้ติดต่อสถานทูตเพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากขณะนั้นด่านชายแดนปิด ผู้ต้องหาจึงต้องพักอยู่ที่สถานทูตเกือบ 1 เดือน ก่อนจะได้รับการส่งตัวกลับประเทศไทย โดยอ้างว่าไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้านตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน โดยใช้เรื่องเอกสารตกค้างหรือสิทธิ์รับเงินเยียวยามาหลอกให้ทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อมย้ำว่าอย่าทำตามคำสั่งให้เปลี่ยนภาษาหรือปรับตั้งค่าโทรศัพท์และแอปพลิเคชันธนาคาร หากสงสัยให้วางสายและติดต่อหน่วยงานผ่านหมายเลขทางการด้วยตนเอง หากพบเงินถูกโอนออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมและแจ้งตำรวจทันที ภายใต้คำเตือน “อย่าเชื่อ อย่ากด อย่าโอน”

You May Also Like