สืบดอนเมืองผนึกกำลังการท่าฯ รวบโจรจีนแก๊ง “หนูอากาศ” ยืนรื้อกระเป๋าบนเครื่อง ฉกบัตรเครดิต-เงินสด รูดเกลี้ยงเกือบ 3 แสน เหยื่อลงเครื่องไม่ถึง 5 นาที SMS เด้งเตือน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง นำโดย พล.ต.ต.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผบก.น.2, พ.ต.อ.วันชัย วงศ์วาณิชอนันต์ ผกก.สน.ดอนเมือง และ พ.ต.ท.อำนาจ ฉ่ำชะเอม รอง ผกก.สส.สน.ดอนเมือง ได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานดอนเมือง นำกำลังเข้าจับกุม นายเจิง หยู เฉียง (Mr. Zheng Yu Qlang) อายุ 51 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ลักทรัพย์ในท่าอากาศยาน และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” โดยสามารถตะครุบตัวได้แบบทันควันขณะที่ผู้ต้องหากำลังก้าวขาลงจากเครื่องบิน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง

จากการเข้าตรวจค้นตัวผู้ต้องหา พบของกลางซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย บัตรเครดิตของผู้อื่น, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง, เงินสดสกุลบาทไทยจำนวน 35,950 บาท รวมถึงธนบัตรต่างประเทศอีกรวม 12 สกุลเงิน ทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐฯ, เยน, ดอลลาร์ฮ่องกง, ริยาลซาอุดีอาระเบีย และดองเวียดนาม

การจับกุมผู้ต้องหาข้ามชาติรายนี้ สืบเนื่องมาจากมีผู้โดยสารเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ติดต่อกันถึง 2 ราย โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ผู้เสียหายเดินทางด้วยสายการบินพาณิชย์จากจังหวัดเชียงรายมายังกรุงเทพฯ ทันทีที่เครื่องลงจอดแตะพื้นรันเวย์และเปิดสัญญาณโทรศัพท์ กลับต้องตกใจสุดขีดเมื่อมีข้อความ SMS จากธนาคารแจ้งเตือนว่า บัตรเครดิตถูกนำไปรูดซื้อสินค้าไปถึง 3 รายการ รวดเดียวคิดเป็นเงินสูงถึง 62,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 265,067 บาท โดยปลายทางยอดชำระถูกส่งไปยังมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

จากนั้นเพียงสองวัน ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เกิดเหตุลักษณะเดียวกันกับผู้เสียหายรายที่สอง ซึ่งเดินทางจากเชียงใหม่มาลงที่ดอนเมือง โดยเงินสดจำนวน 25,000 บาท พร้อมบัตรเครดิต ได้สูญหายไปจากกระเป๋าสะพายที่เก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ ซึ่งเพื่อนของผู้เสียหายระบุว่าสังเกตเห็นชายรูปร่างคล้ายชาวจีนยืนรื้อค้นช่องเก็บของดังกล่าวระหว่างเที่ยวบิน ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะพบยอดตัดเงินจากบัตรเครดิตไปอีก 5,500 หยวน หรือประมาณ 27,595 บาท

ฝ่ายสืบสวน สน.ดอนเมือง จึงเร่งตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารในเที่ยวบินเกิดเหตุทั้งสองเคส จนพบความเชื่อมโยงสำคัญว่า นายเจิง หยู เฉียง ได้ร่วมเดินทางในเที่ยวบินเดียวกันทั้งสองครั้ง จึงประสานข้อมูลร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่สนามบินเชียงรายและเชียงใหม่ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อศาลออกหมายจับ และวางกำลังเฝ้ารอซุ่มจับกุมทันทีที่ผู้ต้องหาเดินทางกลับเข้ามายังสนามบินดอนเมืองอีกครั้ง

พฤติกรรมของแก๊ง “หนูอากาศ” ลอยฟ้ากลุ่มนี้ จะเริ่มต้นจากการซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางคนเดียว โดยทำทีเป็นนักท่องเที่ยวปกติและไม่พูดคุยกับใคร เมื่อเครื่องบินไต่ระดับขึ้นสู่ฟ้าได้ราว 30 นาที และผู้โดยสารคนอื่นเริ่มพักผ่อนสายตา ผู้ต้องหาจะอาศัยช่วงเวลาที่เหยื่อเผลอลุกขึ้นทำทีเปิดช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะเพื่อหาของของตัวเอง แต่แท้จริงแล้วเป็นการแอบรื้อค้นกระเป๋าของผู้โดยสารคนอื่นเพื่อฉกเอาเงินสดและบัตรเครดิต จากนั้นจะนำบัตรไปรูดกับเครื่องรับชำระเงินแบบพกพาหรือส่งข้อมูลต่อให้ผู้ร่วมขบวนการ เพื่อกดรูดเงินทันทีที่เครื่องลงแตะพื้นและมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้เหยื่อได้รับการแจ้งเตือนเงินถูกตัดบัญชีหลังจากลงเครื่องไม่เกิน 5 นาที

เมื่อตรวจสอบประวัติการเดินทางย้อนหลัง เจ้าหน้าที่ต้องตะลึงเมื่อพบว่าผู้ต้องหารายนี้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยผ่านสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิมาแล้วมากถึง 37 ครั้ง นับตั้งแต่ปลายปี 2567 เป็นต้นมา นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินยังพบการโอนเงินผ่านระบบ Alipay และ WeChat ต่อไปยังบุคคลอื่นในรูปแบบฟังก์ชันอั่งเปา เพื่อนำไปใช้เล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ รวมถึงพบประวัติการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ “เครื่องรูดบัตรเครดิต” ในโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน

แม้ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาจะยังคงให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเดินทางมาท่องเที่ยวคนเดียวและพักอาศัยอยู่ย่านห้วยขวาง แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานแน่นหนา และเชื่อมั่นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวทำเป็นขบวนการใหญ่ ซึ่งหลังจากนี้จะทำการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

You May Also Like