“วรศิษฎ์” ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมรับมืออุทกภัย “จังหวัดพังงา” ชื่นชมความพร้อมแผนเผชิญเหตุและการบูรณาการทุกภาคส่วน พร้อมกำชับทุกโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยต้องสอดคล้องความต้องการของประชาชน

วันนี้ (12 ต.ค. 69) เวลา 14.20 น. ที่ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดพังงา อ.เมืองพังงา จ.พังงา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามแผนการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดพังงา โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นายอรรถพล ไตรศรี นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา นายบำรุง ปิยนามวาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีความเป็นห่วงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จากการคาดการณ์ปริมาณฝนที่มีความหนาแน่นในห้วงนี้ จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่เพื่อเน้นย้ำว่า “ต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างดีที่สุด” แม้ว่าจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ก็ตาม เพราะวันนี้เราห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้ จะให้ตกน้อยลงก็ไม่ได้ หรือจะห้ามไม่ให้น้ำป่ามันลงมาไม่ก็ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือ “เตรียมรับมือกับสถานการณ์” ด้วยการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเร็วที่สุด และทั่วถึง

“ขอชื่นชมจังหวัดพังงา ที่ได้มีการเตรียมรับมือที่ถือว่าค่อนข้างพร้อม สอดรับกับข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งทุกที่มีการตื่นตัว และเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุด ทั้งนี้ ในข้อเท็จจริงพบว่า สิ่งที่โชคดีของระยะเวลานี้ คือ ฝนที่คาดการณ์ว่าจะตกหนัก วันนี้ตกมาปริมาณที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่โชคดี”

นายวรศิษฎ์ กำชับว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอเน้นย้ำข้อสั่งการ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการเตรียมความพร้อม ด้วยการประสานข้อมูลจากกรม ปภ. กรมอุตุนิยมวิทยา Gistda กรมทรัพยากรธรณี เพื่ออัพเดทสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เหตุดินสไลด์” ที่ต้องประเมินปริมาณน้ำสะสมในดิน โดยหากมีความเสี่ยงก็ต้องอพยพประชาชนตามแนวที่คาดว่าจะเกินดินสไลด์ทันที เพราะถ้าเกิดขึ้นแล้วความสูญเสียเราป้องกันไม่ได้เลย รวมถึงเรื่อง “การประกาศแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast” ที่พื้นที่จะต้องยืนยันข้อมูลกลับไปยัง ปภ. เพื่อแจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้รับรู้รับทราบ

“เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่จากเดิมมักจะคิดกันว่า “ฝนจะตกเท่าไร” ให้เป็นว่า “วันนี้พื้นที่จะรับฝนได้เท่าไหร่” เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้เตรียมการ เพราะหากเกิดเหตุ สิ่งที่จะลดความโกลาหลได้ คือ ความพร้อมของพี่น้องประชาชน และยิ่งประชาชนมีความพร้อม เราจะทำงานได้อย่างง่ายและเร็วขึ้น รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าสำรองและเสาส่งสัญญาณต่าง ๆ หากคาดการณ์ว่าน้ำจะท่วมถึงก็ต้องดำเนินการป้องกันไม่ให้กระทบต่อระบบไฟฟ้าและการสื่อสาร ควบคู่การจัดการขยะมูลฝอย สิ่งกีดขวางทางน้ำ ภายใต้การนำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ขณะเดียวกัน ต้องมีความพร้อมด้านเครื่องไม้เครื่องมือสามารถใช้ได้อย่างทันท่วงที พร้อมประสานหน่วยเหนือด้วยว่า “สามารถสนับสนุนเครื่องมือไหนได้บ้าง” เพื่อหากต้องการขอรับการสนับสนุน สามารถใช้ได้ทันที รวมถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่มีการจัดทำ “บัญชีเครื่องจักรกลสาธารณภัย” รถสุขา รถยกสูง เครื่องจักร รถแบคโฮ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่พร้อมให้การสนับสนุนในพื้นที่ที่ประสบภัยทันที และการขอรับการสนับสนุนกำลังพล อส. จากกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน”

2. ด้านการเผชิญเหตุ ขอให้โฟกัสกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้ป่วยติดเตียง” ที่ต้องเคลื่อนย้ายอพยพคนกลุ่มนี้ทันที และให้ความสำคัญกับ “กำลังสำรอง” ได้แก่ 1) แหล่งวัตถุดิบ อาหารการกิน ที่ต้องรู้ว่าจะหาจากที่ไหน เพื่อผลิต ปรุง แล้วกระจายไปยังประชาชน 2) เครื่องจักรของเอกชน ที่ต้องมีข้อมูลการติดต่อเช่ารถจักรกล เพื่อบรรเทาเหตุการณ์ โดยใช้เงินทดรองราชการเบิกจ่ายอย่างทันท่วงที ในขณะกำลังรอเครื่องมือสนับสนุนจากหน่วยเหนือ รวมถึงต้องจัดเตรียมสถานที่จอดรถที่ปลอดภัยไว้ให้กับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการอาสาสมัครกู้ภัยสามารถช่วยดูแลประชาชนได้อย่างเต็มกำลัง ในขณะนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้จัดทำแอปพลิเคชันลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนกลุ่มอาสาสมัครกู้ภัย เพื่อให้มีข้อมูลทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบัญชาการเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และ 3. การเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องประกาศเขตประสบสาธารณภัยเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ประชาชนได้รับความคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน ซึ่งการยื่นขอรับสิทธิ์เป็นเรื่องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเป็นด่านหน้าในการคุย ชี้แจง และบอก ทำให้การยื่นเอกสารรับสิทธิ์เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

“สิ่งที่พูดมาทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์ ถ้าประชาชนและนักท่องเที่ยวไม่รับรู้ เพราะความเสียหายจะลดลงถ้าประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความพร้อม จึงขอให้จังหวัดพังงาตลอดจนทุกหน่วยงานในพื้นที่ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ข้อมูลสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งอัปเดตปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้รับรู้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมที่จะปฏิบัติโดยทันทีหากเกิดภัย อันจะทำให้การบริหารจัดการของภาครัฐตลอดจนภาคส่วนต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพสูงสุด” นายวรศิษฎ์ กล่าวในช่วงท้าย

ด้าน นายไพรัตน์ เพชรยวน กล่าวว่า จังหวัดพังงาได้นำข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มาปรับปรุงแนวทางการทำงานแบบรวดเร็วและทั่วถึง โดยให้ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาแนวทางการประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชนเมื่อประสบอุทกภัย ซึ่งได้กำหนด “พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ” 2 อำเภอ คือ อ.ตะกั่วป่า และ อ.ท้ายเหมือง รวมถึงแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากโครงการก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมืองในพื้นที่ชุมชนเขตเทศบาลเมืองพังงา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซากอีก พร้อมทั้งเน้นการประชาสัมพันธ์เตือนภัยล่วงหน้า รวดเร็ว ทั่วถึง กระชับ เข้าใจง่าย เมื่อเกิดภัย ให้ช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกอ้างว้าง และหลังเกิดภัยต้องทำให้ประชาชนกลับไปยังที่พักอาศัยที่บ้านอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุมติดตามความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพังงา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาโครงการสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองพังงา อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา พร้อมทั้งได้กำชับโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพังงา ในการสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนรับฟังข้อคิดเห็นและเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่สอดรับกับวิถีชีวิตและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

You May Also Like