
ดร. อุเทน สุขทั่วญาติ ประธานสภาทนายความจังหวัดแพร่ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บนเส้นทางวิชาชีพทนายความ ผมได้เรียนรู้ว่า การอำนวยความยุติธรรมมิใช่เพียงการใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนากฎหมายให้สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ผมรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง
“การบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด ศึกษากรณีการจัดให้มีที่ปรึกษาด้านกฎหมายแก่ผู้เสพยาเสพติด”
โดยได้รับเกียรติให้ร่วมดำเนินงานวิจัยกับนักวิชาการและนักกฎหมายผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี วรภัทร์ ผอ. หลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต(ปริญญาเอก) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ร่วมวิจัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่วมศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากรอบแนวคิดทางกฎหมาย ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้ข้อเสนอของงานวิจัยมีความลุ่มลึกและสามารถนำไปสู่การพัฒนากฎหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.วิเชษฐ์ สินประสิทธิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ร่วมวิจัย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการร่วมศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลทางกฎหมาย ตลอดจนร่วมพัฒนาข้อเสนอและแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ผมได้มีโอกาสนำประสบการณ์จากการประกอบวิชาชีพทนายความมาร่วมกับองค์ความรู้ทางวิชาการของคณะผู้วิจัย เพื่อศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางพัฒนาระบบที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำหรับผู้เข้ารับการบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด โดยมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิ การเข้าถึงความยุติธรรม และการเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ในโอกาสนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่กรุณาให้เกียรติเป็นประธานในการเสวนากลุ่มย่อย (Focus Group) และให้ข้อคิดเห็นอันทรงคุณค่าต่อการพัฒนางานวิจัยครั้งนี้
พร้อมกันนี้ ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้เข้าร่วมการเสวนาทุกท่าน ที่กรุณาสละเวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัย
ขอขอบคุณ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย และเปิดโอกาสให้คณะผู้วิจัยได้มีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนากฎหมายและสังคม
ผมเชื่อว่า ผู้ที่เคยก้าวพลาดในชีวิตควรได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ และกฎหมายไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือในการควบคุมหรือกำหนดโทษ แต่ควรเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิและสร้างโอกาสให้มนุษย์ด้วย
สำหรับผม งานวิจัยครั้งนี้มิใช่ความสำเร็จของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่มีความมุ่งหมายเดียวกัน คือการนำความรู้ทางกฎหมายไปสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน
“คุณค่าของนักกฎหมาย มิได้อยู่เพียงความสามารถในการใช้กฎหมาย แต่อยู่ที่การนำความรู้และประสบการณ์ไปสร้างความยุติธรรมและโอกาสให้แก่ผู้อื่น”
ด้วยความเคารพและขอบพระคุณทุกท่านครับ
ดร. อุเทน สุขทั่วญาติ
หัวหน้าโครงการวิจัย
ขอบคุณข้อมูลและภาพ จาก ดร. อุเทน สุขทั่วญาติ หัวหน้าโครงการวิจัย
ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

