นครปฐม ทีมนักรบด่านเถื่อน ออกแอคติ้งป่วนด่าน อ้างถูกตำรวจผลักล้ม ตำรวจกำแพงแสน ออกหนังสือชี้แจง ทนายพจน์ ย้อนเตรียมแจ้งความเอาผิด

จากกรณี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดนครปฐมได้มีการเผยแพร่ภาพในโชเชียลว่ามีคนขับรถแท๊กซี่ ได้มีผู้ใช้สื่อโซเชียล โดยใช้ชื่อว่า นายวินัย (ขอสงวนนามสกุล) ได้ทำการไลฟ์สดการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเมื่อเจ้าตัวได้ขับรถเข้ามาถึงด่านตรวจ และได้พบกับ ร.ต.ต.พิเชษฐ์ กลิ่นบุปผา รอง สว.(ป.) สภ.กำแพงแสน ที่ร่วมตั้งจุดตรวจหน้าอำเภอกำแพงแสน ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้พบว่านายวินัย (ขอสงวนนามสกุล) ได้ลงมาถ่ายคลิบและโวยวาย ในพื้นที่จึงได้เอามือซ้ายจับไปที่ไหล่ และจู่ๆ นายวินัย ได้ทำท่าล้มลงจากนั้นได้กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ผลักจนทำให้ล้มลงไป ซึ่งในคลิปภาพกล้องที่ด่านปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงแค่เข้าไปบอกกล่าวให้หลบเกรงจะเกิดอันตรายอุบัติเหตุขึ้นเพราะถนนเส้นดังกล่าวมีปริมาณรถสัญจรจำนวนมาก ซึ่งในจุดดังกล่าวมีทั้งกล้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยานบุคคลหลายรายยืนยันตรงกันว่า ไม่ได้มีการทำร้ายหรือผลักให้นายวินัยล้มลง ซึ่งหลังเกิดเหตุทางเจ้าตัวได้บอกว่าจะไปตรวจร่างกายและจะกลับมาแจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่ปรากฏในคลิบ

ต่อมา สภ.กำแพงแสน ได้ออกหนังสือชี้แจง กรณีไลฟ์สดบริเวณจุดสกัดหน้า สภ.กำแพงแสน โดยได้ระบุข้อความว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กำแพงแสน ตั้งจุดสกัดเพื่อกวดขันวินัยจราจรในช่วง 7 วันอันอันตราย เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ได้มีรถแท็กซี่ขับขี่เข้ามาในจุดสกัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ เรียกให้รถแท็กซี่ คันดังกล่าวหยุดรถ เมื่อผู้ขับขี่ได้ลดกระจกฝั่งข้างผู้ขับขี่ลง เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าผู้ขับขี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงได้เรียกให้หยุดรถและให้เลี้ยวจอดเข้าข้างทาง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายเดินมาพบว่าผู้ขับขี่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยแต่อย่างใดแต่ผู้ขับขี่ปฏิเสธว่าตนเพิ่งปลดเข็มขัดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะว่ากล่าวตักเตือนแต่ว่าผู้ขับขี้ได้ลงจากรถและสอบถามผู้ใดพบเห็นว่าตนไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยและได้บอกให้ตำรวจออกใบสั่ง และได้ใช้โทรศัพท์มือถือไลฟ์สดผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ในบริเวณจุดตรวจซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าเป็นการกีดขวางการปฏิบัติหน้าที่และการจราจร จึงได้เชิญตัวผู้ขับขี่ ให้ย้ายไปยังบริเวณอื่นเพื่อไม่ให้กีดขวางการปฏิบัติงาน โดยเมื่อเอื้อมมื้อไปแตะที่แขนเพื่อเชิญตัว มิได้ใช้กำลังหรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใดแต่ผู้ขับขี่กลับทิ้งตัวลงกับพื้นและตะโกนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผลักตนล้มและได้เดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฎหมายสถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน ขอเรียนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็น
ไปตามอำนาจหน้าที่ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ความเป็นธรรมกับ
ทุกฝ่าย ทั้งนี้ หลังจากคลิปดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ออกไปได้มีกระแสวิจารณ์ถึงพฤติกรรมของนายวินัยที่แสดงออกในการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่อย่างไม่เหมาะสมและเหมือนเป็นการแกล้งทำให้เกิดเป็นประเด็นในการไลฟ์สดโดยมีการตำหนิกันไปต่างๆนานาถึงการเข้าไปป่วนด่านตรวจในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ที่ไม่เหมาะสมในวันนี้

ต่อมานายศุภภัทรพจน์ นิติศศธร หรือทนายพจน์ เจ้าของเพจ คุยข่าวเล่าความ ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า จากพฤติกรรมที่ปรากฏขึ้นพบว่าชายคนดังกล่าวใช้ชื่อว่านายวินัย (ขอสงวนนามสกุล) ได้มีการบันทึกคลิบ โดยมีเป้าหมายในการทำคอนเทนท์และโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งตนเองได้มีการเกาะติดและติดตามเรื่องดังกล่าวมายาวนาน

โดยในครั้งนี้นายวินัย (ขอสงวนนามสกุล) ได้มีการแสดงท่าทางเป็นลักษณะการป่วนด่านเหมือนกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “นักรบด่านตรวจ” หรือชาวบ้านหลายคนจะเอื้อมระอาและจะเรียกกันว่า “สะมะแคม ก้ามดาก” ซึ่งจะมีการขับทั้งรถแท็กซี่ รถยนต์ รถสองแถว เมื่อพบด่านตรวจก็จะเข้าไปปั่นป่วนจะเข้าไปสอบถามมีผู้ควบคุมด่านเป็นใครเป็นด่านอะไรและมีการตั้งคำถามให้เกิดข้อสงสัยอยู่บ่อยครั้ง

วันนี้นายวินัย ได้ลงไปที่ด่านเช่นเดิม โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เห็นก็ได้เข้าไปแจ้งสถานที่ในการไลฟ์สด และได้ใช้มือซ้าย จับไปทีไหล่ แต่มีการแสดงท่าทางเกินจริงทำให้ล้มลงไป ซึ่งกล้องของเจ้าตัวก็ปรากฏภาพชัดว่ามีการเพียงแตะเบาๆ แต่หากตำรวจจะทำให้ล้มจริงน่าจะเป็นมือที่สามซะมากกว่า ซึ่งขณะเดียวกันก็มีกล้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ครบถ้วนเช่นกัน

จากนั้นนายวินัยได้ไปที่สถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน เพื่อจะขอแจ้งความเอาผิดกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เอามือแตะแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แย้งว่ามีกล้องและหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้วโดยนายวินัยยังบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะขอไปตรวจร่างกายซะก่อน ซึ่งจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่านายวินัยกลับเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีอย่างไร

ทนายพจน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ พบว่านายวินัยได้มีการนำไปแชร์ในเพจหรือ Facebook ต่างๆ เพื่อเป็นการหวังรายได้จากยอดวิวยอดไลท์และยอดแชร์ เป็นการทำคอนเทนท์เพื่อหาผลประโยชน์ ซึ่งหากนายวินัยมีการเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนเองก็จะขอใช้สิทธิ์แจ้งความกลับกับทางนายวินัยในหลาย เช่น หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา พรบ คอมพิวเตอร์ แจ้งความเท็จ กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา ด้วยเช่นกัน

You May Also Like