
วันที่ 27 ธันวาคม 2568 บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดสระบุรี ณ หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี เริ่มต้นขึ้นด้วยความคึกคักและเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาเปิดรับสมัคร บรรดาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งหน้าเก่าระดับอดีต ส.ส. และหน้าใหม่ไฟแรง ต่างตบเท้าเดินทางมาลงชื่อเพื่อรอจับสลากหมายเลขกันอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางกองเชียร์ที่เดินทางมาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น
สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับบรรยากาศการหาเสียงในยุคนี้คือความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเชียร์ แม้ผู้คนจะหนาตาแต่กลับไร้เสียงรบกวนจากรถแห่หาเสียงเหมือนในอดีต พื้นที่รอบนอกค่อนข้างเงียบสงบ แต่ภายในกลับคุกรุ่นไปด้วยสงครามประสาทและการช่วงชิงจังหวะของแต่ละค่ายการเมือง โดยทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสระบุรีได้จัดระเบียบการจับสลากหมายเลขสำหรับผู้ที่มาก่อนเวลา 08.30 น. ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้สมัครทุกคนต่างคาดหวังจะได้หมายเลขมงคลหรือหมายเลขลำดับต้นๆ เพื่อความสะดวกในการหาเสียง
ประเด็นใหญ่ที่สุดที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ประจำวันหนีไม่พ้นการหายไปของ พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลและเคยเป็นขั้วอำนาจหลักในพื้นที่ การที่ยังไม่ปรากฏตัวผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยในช่วงเช้าวันแรกของการรับสมัคร ทำให้เกิดคำถามหนาหูในแวดวงการเมืองท้องถิ่นว่าเกิดอะไรขึ้นกับยุทธศาสตร์ของพรรค หรือนี่คือสัญญาณของการหลีกทางทางการเมืองหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากรายชื่อผู้สมัครที่ปรากฏตัวในวันนี้ จะพบว่าอดีตขุนพลที่เคยร่วมงานกับขั้วเดิมต่างกระจายตัวย้ายไปสวมเสื้อสีใหม่กันอย่างชัดเจน
เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกรายเขตเลือกตั้งทั้ง 4 เขต จากรายชื่อผู้สมัครที่ยื่นใบสมัครในวันแรก จะเห็นภาพโครงสร้างอำนาจใหม่ของสระบุรีที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปรากฏการณ์ บ้านใหญ่แยกค่าย และการรุกคืบอย่างหนักของ พรรคภูมิใจไทย ที่ส่งผู้สมัครระดับตัวเต็งลงชิงชัยหวังกวาดที่นั่งยกจังหวัด
เริ่มกันที่ เขตเลือกตั้งที่ 1 พื้นที่อำเภอเมืองสระบุรี ซึ่งถือเป็นไข่แดงและเป็นสมรภูมิแห่งศักดิ์ศรี นายสรพัช ศรีปราชญ์ แชมป์เก่าที่ยังคงยึดมั่นอุดมการณ์เดิม ลงสมัครในนาม พรรคประชาชน เพื่อป้องกันเก้าอี้จากการรุกรานของคู่แข่งสำคัญ การที่นายสรพัชยังคงรักษาฐานที่มั่นในสีเสื้อเดิม สะท้อนให้เห็นว่ากระแสความนิยมในพรรคประชาชน หรือก้าวไกลเดิม ในเขตเมืองยังคงแข็งแกร่งและหยั่งรากลึก แต่ศึกครั้งนี้ไม่ง่ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ นายขุนทอง แสนวิเศษ จากพรรคภูมิใจไทย ที่มาพร้อมสรรพกำลังเต็มอัตราศึก รวมถึง นายบุญมี สรรพคุณ จากพลังประชารัฐ และ นายวิทูลย์ แก้วสุวรรณ จากพรรคไทยก้าวใหม่ ที่พร้อมจะตัดคะแนนในทุกทิศทาง
ต่อมาที่ เขตเลือกตั้งที่ 2 พื้นที่อำเภอแก่งคอยและมวกเหล็ก เกิดความฮือฮาเมื่อ นายอรรถพล วงษ์ประยูร น้องชายแห่งตระกูลการเมืองดัง ตัดสินใจสวมเสื้อ พรรคภูมิใจไทย ลงสู้ศึกอย่างเต็มตัว การย้ายค่ายของตระกูลวงษ์ประยูรมาสู่ค่ายสีน้ำเงินในเขตนี้ ย่อมหมายถึงความมั่นใจในเสถียรภาพและทรัพยากรของพรรค โดยมีคู่แข่งที่น่าสนใจคือ พล.ต.ต. ศุภกรณ์ จันทาบุตร จากพรรคไทยก้าวใหม่ นายตำรวจยศนายพลที่อาจดึงคะแนนเสียงจากข้าราชการและกลุ่มพลังเงียบที่ต้องการทางเลือกใหม่
สำหรับ เขตเลือกตั้งที่ 3 พื้นที่อำเภอหนองแคและวิหารแดง นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ หรือ เฮียเม้ง อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิม ยังคงเหนียวแน่นอยู่กับ พรรคภูมิใจไทย การที่แชมป์เก่าไม่ย้ายไปไหนและฐานเสียงจัดตั้งยังปึกแผ่น ทำให้เขตนี้ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแรงที่สุดของภูมิใจไทยในสระบุรี แต่อย่างไรก็ตาม นายอรรถสิทธิ์ มหิทธิ จากพรรคประชาชน ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจอาศัยกระแสคนรุ่นใหม่เจาะยางฐานคะแนนเดิมได้ หากกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดแรงพอ
ปิดท้ายที่ เขตเลือกตั้งที่ 4 ครอบคลุมอำเภอพระพุทธบาทและบ้านหมอ นี่คือเขตที่สะท้อนภาพ การแยกกันเดิน ของพี่น้องตระกูลวงษ์ประยูรได้ชัดเจนที่สุด เมื่อพี่ใหญ่อย่าง นายองอาจ วงษ์ประยูร อดีต ส.ส. หลายสมัย ตัดสินใจไปสังกัด พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคเครือข่ายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับส่ง นางสาวปิยธิดา เอี่ยมสุวรรณ์ ลงชนในสนามเดียวกัน ทั้งที่น้องชายของนายองอาจในเขต 2 สังกัดภูมิใจไทย สถานการณ์นี้ทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่า นี่อาจเป็นการกระจายความเสี่ยงของตระกูลบ้านใหญ่ เพื่อให้มีที่ยืนในทุกขั้วอำนาจ หรืออาจเป็นสัญญาณความขัดแย้งในการจัดสรรพื้นที่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้
ภาพรวมของการเลือกตั้งสระบุรีปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระดับท้องถิ่น แต่คือการปะทะกันของ 3 ขั้วอำนาจหลัก คือ ขั้วพรรคประชาชน ที่ครองใจคนเขตเมืองและคนรุ่นใหม่ ขั้วภูมิใจไทย ที่ดูดเอาบ้านใหญ่และแชมป์เก่าเข้ามาเสริมทัพหวังยึดพื้นที่ภาคกลาง และ ขั้วบ้านใหญ่ตระกูลดัง ที่ต้องดิ้นรนปรับตัวด้วยการกระจายไปอยู่พรรคต่างๆ เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง ท่ามกลางความเงียบงันของพรรคเพื่อไทยที่ยังคงเป็นปริศนา
การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชาวสระบุรีซึ่งมีสถิติการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ จะตัดสินใจเลือก อุดมการณ์พรรค หรือ ระบบอุปถัมภ์รายบุคคล และตระกูลการเมืองเก่าแก่จะยังคงมนต์ขลังอยู่หรือไม่ในวันที่สีเสื้อเปลี่ยนไปและกระแสสังคมเปลี่ยนทิศ
ปานวาด สุขไพบูลย์ / สระบุรี

