
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ภายในอาคารรัฐสภาเป็นไปอย่างคึกคัก หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดการประชุมครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด ด้วยการคัดเลือกบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญฉบับนี้ให้ลุล่วง
ในที่ประชุมยังมีการประกาศแต่งตั้ง นายอนุกูล หยดย้อย นิติกรชำนาญการพิเศษ จากกลุ่มงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สำนักกรรมาธิการ 2 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้กำหนดวันประชุมสามัญเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.30 นาฬิกา เพื่อให้การพิจารณาร่างกฎหมายมีความต่อเนื่องและรวดเร็ว
สำหรับความสำคัญของการยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงกลาโหมครั้งใหญ่ โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่การกำหนดให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการจัดทำแผนปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพกองทัพ ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อให้กองทัพมีความ “กะทัดรัด ทันสมัย และคล่องตัว” สอดรับกับสถานการณ์ความมั่นคงของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภากลาโหมอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย อาทิ การยกเลิกชื่อหน่วยงานที่ระบุถึงกรมราชองครักษ์และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ รวมถึงการปรับปรุงคุณสมบัติของสมาชิกสภากลาโหมผู้ทรงคุณวุฒิในกรณีบุคคลล้มละลาย เพื่อให้เกิดมาตรฐานความเหมาะสมสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
ความคืบหน้าล่าสุด คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เตรียมเดินหน้าเข้าสู่การประชุมนัดที่ 2 ที่ ห้องประชุม N 404 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมีวาระสำคัญคือการวางกรอบแนวทางการพิจารณาร่างกฎหมายในรายละเอียด และการวิเคราะห์บทบัญญัติรายมาตรา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้จะสามารถสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการยกระดับการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุมครั้งต่อไป เพื่อร่วมจับตาบทสรุปของการปฏิรูปกองทัพในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด
