
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม สภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดห้องประชุม N404 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา เพื่อเดินหน้าพิจารณาทบทวนเนื้อหาโค้งสุดท้ายของร่างกฎหมายปฏิรูปกองทัพฉบับประวัติศาสตร์นี้อย่างเข้มข้น โดยมีบุคคลสำคัญในแวดวงความมั่นคงและฝ่ายนิติบัญญัติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายราเชน ตระกูลเวียง รองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พรรคทางเลือกใหม่) ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมผลักดันการพิจารณาในครั้งนี้ด้วย
โดยการประชุมอยู่ที่การเชือดเฉือนทางความคิดในมาตรา 8 ว่าด้วยกรอบระยะเวลาการจัดทำแผนปฏิรูปกองทัพ โดยนายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน ได้ยื่นแปรญัตติเพื่อขอแก้ไขเนื้อหา และส่งนายชยพล สท้อนดี รองประธานกรรมาธิการฯ คนที่สอง เข้าชี้แจงแทน ทว่าท้ายที่สุด ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติ “ไม่เห็นด้วย” กับคำแปรญัตติดังกล่าว และสั่งให้คงตามเนื้อหาเดิมของคณะกรรมาธิการ ทำให้ฝ่ายผู้แปรญัตติต้องขอสงวนคำแปรญัตติเพื่อไปสู้ต่อในวาระถัดไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ไล่เรียงตรวจทานเนื้อหาแบบรายมาตราจนเสร็จสิ้น ซึ่งพบว่ามีการปรับเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมในมาตรา 3 ให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนปฏิรูปและพัฒนาประสิทธิภาพให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและภัยคุกคามยุคใหม่ พร้อมทั้งแก้ไขมาตรา 6 เพื่อกำหนดให้นโยบายการทหารต้องรวมถึงแผนการปฏิรูปกองทัพด้วย ขณะเดียวกันก็มีกรรมาธิการฝั่งสัดส่วนฝ่ายค้านหลายคน อาทิ นายชยพล สท้อนดี, เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข และนาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ร่วมแท็กทีมขอสงวนความเห็นในมาตราสำคัญ ๆ เพื่อเตรียมนำไปอภิปรายต่อในที่ประชุมสภาใหญ่ ก้าวต่อไปของร่างกฎหมายฉบับนี้ใกล้คลอดเต็มที
โดยหลังจบวาระการพิจารณารายมาตรา ที่ประชุมได้สั่งการให้กรรมาธิการที่ต้องการยื่นข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ส่งร่างข้อสังเกตให้ฝ่ายเลขาฯ รวบรวมทันที พร้อมนัดหมายประชุมด่วนครั้งต่อไปในวันพฤหัสบดีเพื่อเคาะสรุป (ร่าง) รายงานและข้อสังเกตทั้งหมด ก่อนจะส่งไม้ต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าโครงสร้างกระทรวงกลาโหมไทยให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น

