
จากกรณีสาวได้เข้าพบ พลตำรวจตรี พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมหลังจากถูกลุ่มแรงงานชาวพม่ากว่า 10 คน บุกเข้าไปข่มขู่ภายในบ้านพัก ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงกลางคืนของวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดสาวผู้เสียหายได้เดินทางเจ้าแจ้งความพร้อมหลักฐานคลิปวีดีโอ แล้ว
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ลงพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามที่มีการโพส์ตในโลกโซเชียล ว่ามีชาวพม่าบุกบ้านสาวชาวกาญจน์ ขู่ทำร้ายหลังเข้าใจว่าแจ้ง ตำรวจมาตรวจสอบทางทำมาหากินมีทั้งขายลูกชิ้นและเปิดร้านขายของชำ โดยได้พบกับ นางสาวพจนารถ ฉิ่งขัณฑ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 พื้นที่เกิดปัญหาตามคลิปว่อนในโลกโซเชียล โดยผู้นำท้องถิ่นแจ้งว่า ในช่วงวันเกิดเหตุนั้นตนเองถูกเรียกไปเพื่อไกลเกลี่ย ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นอย่างเช่นคลิปที่เห็นกันเชื่อว่าน่าจะมีการตัดแต่ง ส่วนตนเองไม่ได้บันทึกคลิปในวันเกิดเหตุ ไปแค่เพื่อระงับเหตุการณ์ อีกทั้งบ้านเกิดปัญหาอยู่ห่างกันแค่ไม่ถึง 10 เมตรเท่านั้น และเปิดเป็นร้านค้าในหมู่บ้านเหมือนกัน ซึ่งก็ได้พูดจาตกลงกันแล้วว่าจะเลิกราต่อกัน มีการจับมือกัน แต่ทำไมมาเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตในโซเชียลได้ เรื่องนี้คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากความไม่พอใจสระสมมานาน ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตผู้นำท้องถิ่นได้มีการไปรื้อสังกะสีห้องน้ำบ้านของนางสาวบัวงาม ที่ถูกอดีตผู้นำใช้งบส่วนตัวสร้างเพื่อให้กับ คุณยายที่เป็นมารดา ของนางสาวบัวงาม ที่นอนติดเตียงในปัจจุบันนี้ รวมถึงควันจากการเผาถ่าน และควันปิ้งลูกชิ้น อีกฝ่ายนำไปโพส์ตลงในโซเชียล
นางสาวพจนารถ ฉิ่งขัณฑ์ ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนกรณีข่าวว่ามีพม่าบุก และเป็นผู้มีอิทธิพล นั้นในพื้นที่ไม่มีใครเป็นผู้มีอิทธิพล ในวันเกิดเหตุมีคน 10 คน นั้นสุดท้ายกลายเป็นคนเข้าไปมุงดูเหตุการณ์ที่ส่งเสียงด่ากัน ส่วนภาพที่เห็นมีดนั้น ก็เป็นมีดของบ้านผู้เสียหายนำออกมา อีกฝ่ายเห็นจึงได้เข้าไปหยิบเกรงจะใช้ทำร้ายกันเท่านั้น ล่าสุดนางสาวบัวงาม ได้เดินทางพร้อมหลักฐานคลิปวีดีโอ เข้าไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจลาดหญ้า
พันตำรวจเอก สิทธิพงศ์ สังข์แสง ผู้กำกับสถานีตำรวจลาดหญ้า กล่าวว่าได้เชิญผู้เสียหายนำหลักฐานมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับกลุ่มที่เป็นคนร้ายไปบุกรุกบ้านตามที่แจ้ง โดยได้มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยข้อหาว่าบุกรุกในยามวิกาลตั่งแต่ 2 คน ขึ้นไป ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าผู้เสียหายได้มาแจ้งแล้วทางเจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้ง นั้นไม่จริง เจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกไว้ เนื่องจากผู้แจ้งไม่มีหลักฐานเป็นกรรมสิทธิเป็นเจ้าบ้าน จึงต้องให้กลับไปให้บิดาเซ็นต์เอกสารมอบอำนาจ กลับมาเจ้าหน้าที่จึงลงบันทึกประจำวันให้ แล้วก็เกิดมีคลิปภาพข่าวลงในโซเชียล ตามมาดังกล่าว คดีนี้ไม่ได้มีอะไรมากขอยืนยันว่าจะดูแลให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย……เสียงผู้กำกับกล่าวทิ้งท้าย….
และ นางสาวพจนารถ ฉิ่งขัณฑ์ ผู้ใหญ่บ้าน ชี้แจงว่าได้รับแจ้งจากชาวบ้าน จึงลงมาในพื้นที่ รับว่ามีปากเสียงกัน แล้วได้มีการขอโทษ มีการจับมือกันแล้ว ว่าจะเลิกราต่อกัน ตนเองจะไปเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งมันไม่ได้ขอให้ทุกคนจบ แต่ตนเองอาจจะไม่มีคลิปอยู่ในนั้น แต่ยืนยันว่าตนเองอยู่ตรงจุดนั้น แต่ข่าวที่ออกมายืนยันว่าพม่าบุกประมาณ 10 คน เพียงแค่คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นญาติๆกันทั้งสิ้น มีทั้ง 2 ฝ่าย มันจึงมองดูมาก รวมถึงคลิปที่ถือมีด เป็นของทางฝั่งผู้ร้อง คิดว่าคลิปน่าจะมีการตัดต่อกันแน่นอน และไม่คิดว่าเรื่องจะมโหฬาร ขนาดนี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นข่าวที่ลงกัน “ความจริง คือความจริง” คิดว่าสังคมเขาดูออก รวมถึงอิทธิพลมันไม่มีหรอกถามชาวบ้านได้เลย และจากได้ยินคือด่าทอกันน่าจะเป็นเรื่องควันจากการปิ้งลูกชิ้น ที่เกิดจากความไม่พอใจสระสมกันมาก็เป็นได้……..ผู้นำท้องถิ่นกล่าวทิ้งท้าย……….
นางสาวบัวงาม เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เวลาประมาณ 20.00 น.ของคืนวันที่ 19 ก.ค 69 ที่ผ่านมา ขณะที่ตนและครอบครัวอยู่ภายในบ้าน พร้อมลูกสาวอายุ 16 ปี แม่อายุ 76 ปี และพ่ออายุ 87 ปี ที่ป่วยติดเตียง เขามาเรียกให้ออกไป แต่ตนเองแจ้งว่ามีอะไรตนเองไม่ออกไป แล้วก็ได้มีกลุ่มชาวพม่าทั้งชายหญิง ประมาณ 10 คน บุกเข้ามาหาภายในบ้าน ถามว่าตนเองไปแจ้งเจ้าหน้าที่มาจับพวกเขาใช่ไหม และไปด่าเขาทำไม ตนเองบอกว่าตนเองไม่ได้ด่า แต่ด่าคนเผาถ่านเพราะควันมันมาทำให้มลพิษเกิดการเจ็บป่วย หากมีหลักฐานจะยอมรับใช่ไหม ตนเองบอกว่าไม่ยอมรับจะยอมรับเรื่องอะไรเพราะตนเองไม่ได้แจ้ง และคนในครอบครัวก็ไม่มีใครไปแจ้งตำรวจเลยแม้แต่คนเดียว
///////////////////////////////
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์

