
วันที่ 8 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลอง7 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ผู้ปกครอง ด.ช.อายุ 5 ขวบ ด.ช.อายุ 11 ขวบ และ ด.ช.อายุ 12 ขวบ 3 ครอบครัว เดินทางมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ราชบุรี 2 ราย เข้าร้อง ” ปวีณา ” วอนช่วยประสานทางการประเทศมาเลเซีย นำตัวลูกชายกลับประเทศไทย หลังมีพระสงฆ์ มาขอพาไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย 2 เม.ย. 69 ก่อนที่พระสงฆ์ 2 รูปจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย จับข้อหา ค้ามนุษย์ หลอกเด็กไปมาเลเซียบวชเณรเรี่ยไรเงิน หลังสืบทราบพฤติกรรมพระสงฆ์มานานร่วม 4 ปี โดยจะพาเด็กไทยอายุระหว่าง 5–15 ปี ข้ามประเทศไปโดยที่เด็กบางรายไม่มีเอกสารเดินทางและไม่ยินยอมจากผู้ปกครอง 20 กว่าคน 17 คน มีหนังสือเดินทางและเอกสารครบถ้วนได้รับการส่งกลับมายังประเทศไทยแล้ว ขณะที่เด็กอีก 7 คน ที่ไม่มีเอกสารเดินทาง ซึ่งมีอายุน้อยสุดเพียง 5 ขวบ ยังถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
สืบเนื่องจากวันที่ 12 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ได้จับกุมตัว “พระมหาอ.” กับพระสงฆ์อีกหนึ่งรูป จากประเทศไทย ในข้อหาค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการนำเด็กอายุ 7-15 ปี จากประเทศไทยไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่มาเลเซียเพื่อออกเรี่ยไรเงิน แต่กลับไม่มีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง รวมทั้งหนังสือเดินทาง ซึ่งพฤติกรรมของ “พระมหาอ.” จะมีการไปติดต่อเด็กมาจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งยังอ้างว่าเป็นประธานมูลนิธิทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน มีความสนิทกับพระผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อขอนำเด็กมาบวชเณรที่วัดไทยในประเทศมาเลเซีย ที่มีการแอบอ้างว่าเป็นวัดสาขาของวัดดังแห่งหนึ่งในประเทศไทยด้วย จากนั้นจะพาเณรออกเรี่ยไรเงินจากทั้งคนไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยยังมีรายงานด้วยว่า ตำรวจรัฐเคดาห์ ได้ติดตามพฤติกรรมของ “พระมหาอ.” มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อ “พรมหาอ.” ถูกจับกุมตัว ได้มีการประสานพระสงฆ์ไทยในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ดำเนินการสึก “พระมหาอ.” และพระสงฆ์อีกหนึ่งรูป เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของเด็กที่ถูกหลอกไป มีรายงานว่ามีจำนวน 17 คน ซึ่งมีหนังสือเดินทางและเอกสารครบถ้วน ได้รับการส่งกลับมายังประเทศไทย และอยู่ในความดูแลของวัดในวัง อ.นาทวี จ.สงขลา ขณะที่ยังมีเด็กอีก 7 คน รวมทั้ง “พระมหาอ.” และพระสงฆ์ไทยอีกหนึ่งรูป ยังถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย โดยคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการนำสถานะทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ และเข้าข่ายการค้าอย่างชัดเจนตามกฎหมายมนุษย์ของมาเลเซีย
น.ส.แอน (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี แม่ของ ด.ช.อายุ 5 ขวบ กล่าวว่า ตนไปทำงานเป็นวิศวะกรของบริษัทแห่งหนึ่งใน ประเทศฟิลิปปินส์ จึงให้ลูกชายอยู่ในความดูแลของ ตากับยาย ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเมื่อต้นเดือน เม.ย. 69 ยาย ได้พูดให้ตนฟังว่า พระสงฆ์ ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์ที่ตา-ยาย ไปทำบุญเป็นประจำจนได้รู้จักสนิทกันกับพระสงฆ์รูปนี้ และยังเห็นว่าพระสงฆ์มักจะรับเด็กชายที่ครอบครัวยากจนมาดูแลและบวชเรียนด้วย ต่อมาวันที่ 2 เม.ย. 69 พระสงฆ์ ได้จัดพิธี ขอขมาผู้ปกครอง และพระสงฆ์ ได้มาขออนุญาตจากตากับยายว่าขอพาลูกชายไปร่วมพิธีบวชเณรภาคฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย ตากับยาย จึงได้บอกกับพระสงฆ์ว่า เด็กยังไม่มีพาสปอร์ตใดๆ อีกอย่างเด็กอายุยังน้อย แต่พระสงฆ์บอกว่าไม่เป็นไรสามารถเดินทางไปได้ และยังบอกอีกว่าสำนักสงฆ์นี้จะมีการจัดพาเด็กๆไปบวชที่ ประเทศมาเลเซีย อยู่ตลอด ซึ่งไม่เคยมีปัญหาใดๆ ด้วยความที่ตา-ยาย สนิทและไว้ใจกับพระสงฆ์จึงอนุญาตให้ลูกชายไป ซึ่งยังติดต่อกับลูกชายได้ตลอด กระทั่งวันที่ 4 เม.ย.69 เวลา 16.00น ไม่สามารถติดต่อได้ลูกชายได้ วันที่ 6 เม.ย.69 ได้รับการติดต่อจากทางลูกศิษย์สำนักสงฆ์แจ้งว่า ตอนนี้เด็กๆอยู่หน้าด่านรอทำเอกสารแต่ยังไม่สามารถเข้าได้ให้รอวันถัดไป วันที่ 7 เม.ย.69 พยายามติดต่อไม่สามารถติดต่อได้ขาดการติดต่อ วันที่ 8 เม.ย.69 เวลาประมาณ 17.08น ได้รับแจ้งจากทางลูกศิษย์สำนักสงฆ์แจ้งว่าเด็กที่ไม่มี Passport จำนวน 7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของตนด้วย ถูกกักตัวที่ ชายแดนฝั่งมาเลเซีย รวมถึงพระสงฆ์ และคนขับรถพาไป แต่ในส่วนของผู้ติดตามคนอื่นๆถูกปล่อยกลับมาฝั่งไทยเนื่องจากมีพาสปอร์ต วันที่ 29 เม.ย. 69 ตนได้ไปติดต่อขอเข้าเยี่ยมลูกชายร่วมกับทางกงศุลไทยที่ประจำในปีนัง ลูกชายบอกว่าอยากกลับบ้าน และเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ตนฟังคำพูดของลูกแล้วรู้สึกสงสารลูกมาก จึงวอนขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือประสานให้ลูกชายได้กลับมาประเทศไทยโดยเร็ว
ด้านนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี เป็นน้าชายของ ด.ช.อายุ 11 ขวบ กล่าวว่า ตนและหลานชาย เป็นเด็กวัดและอาศัยเรียนอยู่ในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี มาประมาณ 6 ปี โดยมีเด็กที่อยู่ในความดูแลของวัดประมาณ 150 คน และนายบี (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี พ่อของ ด.ช.อายุ 12 ปี ซึ่งให้ลูกชายไปอยู่และเรียนที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี มาประมาณ 2 ปี ต่อมาช่วงประมาณวันที่ 27 มี.ค. 69 มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ้างว่าเป็นประธานมูลนิธิทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งกำลังจัดโครงการนำเด็กไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย เป็นปีที่ 3 จึงอยากจะขอเด็กไปร่วมโครงการ 10 คน แต่หลวงพ่อที่วัดไม่อนุญาตให้ไป ระหว่างนั้นพระสงฆ์รูปดังกล่าวได้ไปคุยกับเด็กๆ จนทำให้เด็กอยากไปบวชในโครงการและโทรศัพท์ไปขออนุญาตผู้ปกครองจึงอนุญาต ซึ่งหลวงพ่อได้บอกว่าเด็กๆไม่มีเอกสารเดินทางใดๆ พระสงฆ์จึงได้บอกว่าไม่เป็นไรมีวิธีที่จะสามารถพาเข้าได้ไปได้ วันที่ 30 มี.ค. 69 พระสงฆ์ได้มารับเด็กที่วัดเพื่อไปทำการซ้อมบวชที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะเดินทางพาไปเข้าโครงการประเทศมาเลเซีย และยังติดต่อกับหลายชายได้ตลอด ต่อมาวันที่ 2 เม.ย. 69 เวลาประมาณ 15.00 น. หลานชายได้โทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะออกเดินไปประเทศมาเลเซีย จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกัน กระทั่งวันที่ 8 เม.ย. 69 ตนได้รับการติดต่อจากลูกศิษย์ของสำนักสงฆ์ จ.ประจวบคีรัขันธ์ ว่าเด็กที่ไม่มี Passport จำนวน 7 คน ติด ตม. ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหลายชายของตนด้วย ตอนนี้ถูกกักตัวที่ชายแดน
ฝั่งมาเลเซียไม่นานก็จะได้กลับไทย จนวันที่ 11 เม.ย. 69 ตนไปเห็นข่าวออนไลน์ว่า มีพระสงฆ์ที่พาเด็กไปบวชบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย ถูกตำรวจที่ประเทศมาเลเซีย จับกุมข้อหา ค้ามนุษย์ หลอกเด็กไปมาเลเซียบวชเณรเรี่ยไรเงิน จึงได้แจ้งให้หลวงพ่อทราบ จึงได้พยายามติดต่อสอบถามลูกศิษย์สำนักสงฆ์แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงตัดสินใจพากันเดินทางเข้าร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือนำตัวน้องชายกลับมาประเทศไทยด้วย
ทางด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ทำหนังสือด่วนไปยัง ฯพนฯ เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และมอบหมายให้ Mr.Diana Foo (ไดอาน่า ฟู) ที่ปรึกษามูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ฝ่ายต่างประเทศ ติดต่อตรงยังสถานฑูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย ช่วยเหลือโดยด่วน ซึ่งขณะนี้มีเด็ไทย 7 ราย ยังอยู่ในสถานกักตัว Depot Imigresen Belantik, Sik, Kedah ประเทศมาเลยเซีย โดยนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอีกทาง ขอความกรุณาช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับเด็กที่ยังเด็กมาก และไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆทั้งสิ้นในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้กลับประเทศไทยโดยเร็ว และมูลนิธิปวีณาฯจะติดต่อการช่วยเหลือร่วมกับ สถานฑูตกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป

