
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา เชิญชวนประชาชนชาวจังหวัดพังงา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และผลักดันอัตลักษณ์ด้านอาหารพื้นถิ่น ผ่านการร่วมโหวตคัดเลือกสุดยอดเมนูอาหารถิ่น ภายใต้โครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปี 2569 ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
นางสาวอุไรวรรณ แดงงาม วัฒนธรรมจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อค้นหาและฟื้นฟูเมนูอาหารพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น และกำลังเลือนหาย ให้กลับมาเป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ พร้อมยกระดับเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ สำหรับจังหวัดพังงา มีเมนูอาหารถิ่นที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย จำนวน 3 เมนู ได้แก่ ฉายถ่าวโก้ย,หมกเต่าร้างต้มกระทิกุ้งสดและหยิ่วหูฉา
จึงขอเชิญชวนชาวพังงาทุกคนร่วมส่งแรงเชียร์และลงคะแนนโหวตให้เมนูอาหารถิ่นของจังหวัด โดยจะเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. และปิดการโหวตในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ผ่านทาง Facebook กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และร่วมโหวตด้วยตัวเองที่บริเวณโถงด้านหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา โดยผู้ร่วมโหวต 1 คน มีสิทธิ์โหวตได้ 1 เมนูเท่านั้น
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา ขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริม ยกระดับ และฟื้นฟูเมนูอาหารพื้นถิ่นของจังหวัดพังงา ให้กลับมาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย พร้อมร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านอาหาร สืบสานอัตลักษณ์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นให้คงอยู่คู่จังหวัดพังงาและประเทศไทยสืบไป
“ฉายถ่าวโก้ย ขนมพื้นเมืองสไตล์บาบ๋าเพอรานากัน ทำจากหัวไชเท้าปั่นละเอียดผสมแป้งข้าวเจ้า กระเทียม และพริกไทย นำไปนึ่งจนสุกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ จากนั้นนำไปทอดจนผิวด้านนอกเหลืองกรอบ แต่เนื้อในยังนุ่มหนึบ เหมาะรับประทานเป็นของว่างยามบ่าย หรือรับประทานคู่กับกาแฟยามเช้า”
“หมกเต่าร้างต้มกะทิกุ้งสด เมนูต้นกะทิพื้นบ้านที่นำผักป่าท้องถิ่น 2 ชนิด ได้แก่ ยอดเต่าร้างและยอดผักหมก มาผสานความอร่อยในหม้อเดียว ให้รสชาติหวานมัน กลมกล่อมจากน้ำกะทิสด แฝงความเค็มหอมจากกะปิ และได้ความหวานตามธรรมชาติจากกุ้งสด”
“หยิ่วหูฉา (ผัดมันแกวปลาหมึกแห้ง) เมนูอัตลักษณ์ดั้งเดิม โดยนำปลาหมึกแห้งมาซอยเป็นเส้นเล็ก ๆ แล้วผัดรวมกับมันแกว รับประทานโดยตักหยิ่วหูฉาวางบนผักกาดขาวสด ราด “น้ำช้อ” (หรือน้ำจิ้ม) โรยหน้าด้วย “อิ้วฉ้าง” (หอมเจียว) แล้วห่อเป็นคำ ลักษณะคล้ายกับการรับประทานเมี่ยง”

