ชาวสะเอียบ “รุกฮือ” ต้าน อส.12 “สส.พิมพ์ใจ” แนะยกเลิกเขตอุทยานฯทั้งชุมชน เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ออกโฉนดที่ดิน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลาเอนกประสงค์วัดดอนชัย ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ชาวบ้านในตำบลสะเอียบกว่า 500 คน จัดเวทีทำความเข้าใจ เกี่ยวกับกรณีอุทยานแห่งชาติแม่ยม ทำการสำรวจและออกหนังสือรับรองการอยู่อาศัย หรือทำกินในพื้นที่เขตอนุรักษ์ (อส.12) ซึ่งออกโดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยมีประชาชนได้ลงนามในหนังสือ อส. 12 ไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่บ้านดอนแก้ว ตำบลสะเอียบฯ โดยเข้าใจว่า การทำเอกสารดังกล่าวจะนำไปสู่การออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเรื่องนี้ตัวแทนจากกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าพื้นที่เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 พบเห็นสภาพปัญหาจึงได้ทำการชี้แจงไประดับหนึ่งแล้ว

ในวันนี้ ชาวสะเอียบได้เชิญเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ประกอบด้วย นายก้องไมตรี เทศสูงเนิน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ยม นายรัตนชัย มูลศิริ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงานสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 นางสาวจงรักษ์ ทุ่งสิบสี่ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแพร่สาขาอำเภอสอง นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยา
กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพงศา ชูแนน หัวหน้าพรรคกรีน นางสาวอาทิตยา อินนะไชย สมาชิกสภาจังหวัดแพร่ เขตอำเภอสอง นายชนาธิป ศุภศิริ สส.จังหวัดแพร่ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.จังหวัดแพร่ เขต 3 พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาร่วมให้ข้อมูลโดยมี นายอภิชาติ รุ่งเรือง แกนนำชาวตำบลสะเอียบเป็นผู้ดำเนินรายการ

การให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 และอุทยานแห่งชาติแม่ยม ได้ให้ข้อมูลว่า เป็นเอกสารที่ออกโดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นการสำรวจและออกหนังสือรับรองสืบเนื่องมาจากการจำแนกที่ดินที่อยู่อาศัยชุมชนและอุทยานในอดีต แต่ในอดีตมีการปักหมุดที่คลาดเคลื่อนปัจจุบันได้มีการพัฒนาทำให้กำหนดพิกัดได้ชัดเจนขึ้นและเป็นการยืนยันการอยู่อาศัยทำการเกษตรจริง

ปัจจุบันมีกฎหมายออกมาเพื่อรองรับในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติปี 2562 มีการสอบทานจุดพิกัดรองรับสิทธิ์การครอบครอง ที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ กล่าวว่า มีหนังสือจากจังหวัดเชียงใหม่คัดค้านเรื่องนี้ไปยังกรมอุทยานฯ ซึ่งกรมอุทยานฯได้ตอบมาว่า อส.12 เป็นเพียงแค่เอกสารรับรองสิทธิ์ ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ มีอายุถือครอง 20 ปี เมื่อครั้งประกาศ
อุทยานฯ 1 มีนาคม 2529 หมู่บ้านดอนแก้ว หมู่บ้านดอนชัย หมู่บ้านดอนชัยสักทอง และหมู่บ้านแม่เต้น ถูกกันออกจากเขตอุทยานฯ มิได้ประกาศทับตามมาตรา 64 แต่อย่างใด แต่ต่อมาหมู่บ้านเหล่านี้เป็นหมู่บ้านที่มีผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นทางราชการจึงประกาศเขตอุทยานฯทับพื้นที่หมู่บ้านเหล่านี้ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต้องไปใช้ตามพ.ร.บ.อุทยานฯ มาตรา 64 คือ การห้ามเปลี่ยนมือ ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ อยู่ได้ 20 ปี ในขณะที่รัฐต้องเตรียมการอพยพบุคคลเหล่านี้ออก แต่รัฐก็มิได้จัดการใดๆ และข้อสำคัญใน อส. 12 ห้ามสร้างโรงงานประกอบกิจการใดๆห้ามสร้างโรงแรมหรือตึกสูงเกิน 2 ชั้นขึ้นไป ความจริงแล้วชุมชนแห่งนี้ถูกอุทยานฯประกาศทับมานานถึง 40 ปี การพัฒนาของชุมชนประกอบกิจการต่างๆมากมายสร้างภาษีให้กับประเทศในอัตราสูง มีโรงงานในพื้นที่กว่า 100 แห่ง มีโรงแรมที่เป็นตึกสูง 4 ชั้น 1 แห่ง มีรีสอร์ท ซึ่งถ้ามีการลงนามใน อส .12 ชาวบ้านจะต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมาย

นายพงศา ชูแนน หัวหน้าพรรคกรีน อดีตข้าราชการป่าไม้กล่าวผ่านทางระบบวีดีโอ conference ว่า ชุมชนแห่งนี้อยู่มาก่อนมีประวัติถึง 200 ปี อุทยานฯซึ่งใช้กฎหมายอุทยานฯที่ออกมาไม่นานพยายามที่จะสอบสวนสิทธิ์การถือครองของชาวบ้านที่อยู่มาก่อนประกาศเขตอุทยาน ฯ ก็เหมือนมองว่า ชาวบ้านทั้งชุมชนเป็นผู้ต้องหา จริงๆแล้วอุทยานฯ เป็นผู้กระทำผิดที่มีการออกกฎหมายทับพื้นที่ชุมชนที่อยู่มาก่อน ดังนั้นอุทยานไม่มีอำนาจเรียกชาวบ้านไปพิสูจน์สิทธิ ในขณะเดียวกันอุทยานฯ ควรออกมาขอโทษคนทั้งชุมชน จึงขอเสนอว่า ชาวสะเอียบไม่ต้องเข้ากระบวนการทางกฎหมายในการพิสูจน์สิทธิ์ประชาชนไม่ควรยอมรับกฎหมายที่ละเมิดสิทธิชุมชน

นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.จังหวัดแพร่ เขต 3 พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวในที่ประชุมว่า เงื่อนไขต่างๆใน อส. 12 ละเมิดสิทธิ์และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในชุมชน อาทิ จำนวนพื้นที่ครอบครอง ระยะเวลาในการครอบครอง ถือเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน ในส่วนตัวแล้ว เห็นว่า “สะเอียบ” เป็นชุมชนดั้งเดิมมีอายุนานกว่า 200 ปี น่าจะได้ครอบครองที่ดินและทำมาหากินอย่างภาคภูมิใจแต่ปัจจุบันทำอะไรกับที่ดินของตนเองไม่ได้นำไปลงทุนก็ไม่สามารถทำได้
ถ้าจะให้ชาวสะเอียบได้ประโยชน์สูงสุดก็คือ การเพิกถอนพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติแม่ยมออกจากชุมชนตำบลสะเอียบ ในส่วนที่ประกาศทับทั้งหมดและเป็นโอกาสที่ดีในพื้นที่นี้มี สส.อยู่ในสังกัด พรรครัฐบาลมีโอกาสขับเคลื่อนไปถึงมติ ครม.ไม่ใช่ต้องมายอมรับ อส.12 เหมือนอุทยานฯ มาอนุญาตให้อยู่ในที่ดิน ที่ทำกินมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายมันไม่ถูกต้อง นางสาวลักษณารีย์กล่าว

นายชนาธิป ศุภศิริ ส.ส.จังหวัดแพร่ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถ้าเป็นความต้องการของชาวบ้านต้องการอย่างไรทาง ส.ส.จะดำเนินการตามความต้องการของชาวบ้าน ส่วนของการรับรองสิทธิ์ในที่ดิน อ.ส.12 ขอให้ชาวบ้านรับไปก่อนแล้วค่อยๆเปลี่ยนแปลง ซึ่งในขณะนั้นชาวสะเอียบได้ออกมาคัดค้านให้ นายชนาธิปถอนคำพูดว่า “รับไปก่อน”ซึ่งนายชนาธิปก็ยอมถอนคำพูดในทันทีและยังยืนยันว่าจะอยู่ข้างประชาชนแต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

นายสมมิ่ง เหมืองร้อง แกนนำชาวบ้านตำบลสะเอียบ
กล่าวว่า นี่เป็นเวทีที่ 2 แล้วที่ชาวสะเอียบได้รับข้อมูลแต่คิดว่ายังไม่เพียงพอ ซึ่งส่วนราชการอยังไม่ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลความจริงในกฏระเบียบ อส.12 กับคนในชุมชน กรมอุทยานฯ ยังอ่อนการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ไม่รอบด้านในความจริง พื้นที่ชุมชนตำบลสะเอียบมีการพัฒนาไปรอบด้านทั้งอุตสาหกรรมครัวเรือน การท่องเที่ยวการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การคมนาคมสาธารณูปโภคสิ่งที่ชุมชนต้องการคือเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน คือโฉนดเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในภาพรวมแล้วมีชาวบ้านบ้านดอนแก้วที่ลงนามในเอกสาร อส.12 เพราะมีความเข้าใจว่าทางอุทยานฯ มาทำเอกสารเพื่อการนำไปสู่การออกโฉนดที่ดินจึงได้ลงนามในเอกสารไปแล้วจำนวนมาก ส่วนคนที่ยังไม่ได้ลงนามโดยเฉพาะในหมู่บ้านดอนชัย บ้านดอนชัยสักทอง บ้านแม่เต้น และบ้านดอนแก้วที่เหลืออยู่ จะไม่ยอมรับการรับรองสิทธิ์จากใบ อส .12 โดยคนส่วนใหญ่ต้องการการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินคือโฉนดจากกรมที่ดินเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนในชุมชนต่อไป

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

You May Also Like