
กาญจนบุรี – อบต.กลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย แจงการทำประชาคมหมู่บ้าน ไม่ใช่เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดโดยตรงในการออกใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ อบต. สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนประกอบการพิจารณาได้ โดยการอนุญาตยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเป็นสำคัญ
จากกรณีชาวบ้านตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ออกมารวมตัวคัดค้านการออกใบอนุญาตให้กับโรงงานรีไซเคิลหลอมยางรถยนต์ หมู่ 6 ตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อมลพิษทางอากาศ
โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ชาวตำบลกลอนโดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วยชาวบ้านหมู่ 1, 4, 11 และหมู่ 6 มีทั้งหญิง ชาย เด็ก และผู้สูงอายุ ได้พร้อมใจกันเดินทางมารวมตัวกันที่ศาลาวัดบ้านหนองบัว หมู่ 6 เพื่อลงทะเบียนทำประชาคมเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ผลปรากฏว่ามีผู้ออกเสียงเห็นชอบ 155 เสียง ไม่เห็นชอบ 350 เสียง และงดออกเสียง 42 เสียง
ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค.69 องค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโด ได้ออกมาชี้แจงประชาสัมพันธ์ถึงผลการดำเนินงานของ อบต.กลอนโด หลังได้รับมติประชาคมจากผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของผู้ประกอบการกิจการรีไซเคิลหลอมยางรถยนต์
อบต.กลอนโด ขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้เข้าร่วมการประชุมประชาคม และร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกันในกรณีเหตุรำคาญที่เกิดจากการประกอบการของโรงงานดังกล่าว ภายหลังจากได้รับมติจากที่ประชุมประชาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ อบต.กลอนโด กำลังเร่งดำเนินงานตามขั้นตอนทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเร่งด่วนเป็นประการแรก
สำหรับผู้ประกอบการกิจการรีไซเคิลยาง ที่เข้าข่ายกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การออกใบอนุญาตของ อบต. ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งข้อบัญญัติท้องถิ่นของ อบต. โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้
สถานประกอบการเข้าข่าย 32 ประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการตามประกาศกระทรวงฯ ดังนี้
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2561
- คู่มือการปฏิบัติ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดประเภทหรือขนาดของกิจการ และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ผู้ขออนุญาตจะต้องดำเนินการก่อนการพิจารณาออกใบอนุญาต พ.ศ. 2561 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- กิจการต้องอยู่ในประเภทที่ข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดให้ต้องขออนุญาต หากข้อบัญญัติ อบต. กำหนดให้การเผายางหรือรีไซเคิลยางเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงต้องขอใบอนุญาตก่อนดำเนินการ
- จัดหาแบบฟอร์มและรายการเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้ขออนุญาตจะต้องดำเนินการก่อนการพิจารณาออกใบอนุญาต รวมถึงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
- ผู้ประกอบการต้องยื่นเอกสารครบถ้วน ได้แก่ คำขอรับใบอนุญาต เอกสารแสดงสิทธิในที่ดินหรืออาคาร แผนผังสถานประกอบการ ใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) หากกฎหมายกำหนด และเอกสารด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
- สถานประกอบการต้องผ่านการตรวจด้านสุขลักษณะ เช่น มีระบบควบคุมควัน กลิ่น ฝุ่น และเสียง มีการจัดการน้ำเสียและของเสียอย่างถูกต้อง ไม่ก่อเหตุรำคาญต่อประชาชน และมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยและความปลอดภัย
- เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสถานที่ก่อนเสนอออกใบอนุญาต โดยอาจร่วมตรวจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ/จังหวัด กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานอื่นตามลักษณะกิจการ
- เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจใช้ดุลพินิจ แม้เอกสารจะครบ หากผลการตรวจพบว่าก่อเหตุรำคาญ ไม่เป็นไปตามหลักสุขาภิบาล หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย ก็สามารถไม่อนุญาต หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมก่อนออกใบอนุญาตได้ โดยต้องมีเหตุผลตามกฎหมายรองรับ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการกิจการรีไซเคิลยาง ยังต้องได้รับใบอนุญาตหรือความเห็นชอบตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องครบถ้วน เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน (หากเข้าข่ายเป็นโรงงาน) กฎหมายผังเมือง และกฎหมายควบคุมมลพิษหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (หากเข้าข่าย)
ข้อสำคัญ การทำประชาคมหมู่บ้าน ไม่ใช่เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดโดยตรงในการออกใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ อบต. สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนประกอบการพิจารณาได้ โดยการอนุญาตยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเป็นสำคัญ
รายงานว่า ผู้ประกอบการดังกล่าวดำเนินธุรกิจประเภทรีไซเคิลแปรรูปขยะยางรถยนต์และพลาสติกใช้แล้วให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทน (Pyrolysis Oil) โดยมีโรงงานผลิตหลักในจังหวัดกาญจนบุรีและขอนแก่น ซึ่งสาขากาญจนบุรีตั้งอยู่หมู่ 6 ตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร จดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2557 ทุนจดทะเบียน 61,000,000 บาท สัดส่วนผู้ถือหุ้น คนไทย 61% และสิงคโปร์ 31%
////////////////////////////////////
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์

