ปิดตำนานที่ดินทับซ้อน! รัฐบาลยกเครื่อง “นิคมฯ ปิเหล็ง” เดินหน้าดัน One Map คืนโฉนดฉบับจริงให้เกษตรกร

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทำเนียบรัฐบาลเปิดห้องประชุมนัดสำคัญ เร่งหาบทสรุปและกำหนดทิศทางขั้นสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนเรื้อรัง ณ “นิคมสหกรณ์ปิเหล็ง” จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นปมกฎหมายคาราคาซังที่บั่นทอนโอกาสการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความกังวลใจให้ประชาชนมานานหลายปี

เมื่อย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์ปิเหล็ง ครอบคลุมพื้นที่อำเภอระแงะและอำเภอสุไหงปาดี รวมเนื้อที่กว้างใหญ่กว่า 31,413 ไร่ เพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชน ทว่าในทางปฏิบัติตามกฎหมาย กลับพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไปทับซ้อนกับเขตอนุรักษ์ของรัฐบาลถึง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำบางนรา แปลงที่ 1 จำนวน 15,388 ไร่, เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าพรุ อีก 27,007 ไร่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อีกกว่า 16 ไร่ ส่งผลกระทบซ้ำซ้อนให้สมาชิกนิคมฯ ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ถูกแช่แข็งสิทธิ ไม่สามารถนำเอกสารไปยื่นขอเปลี่ยนเป็น “โฉนดที่ดิน” ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งยังกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางไม่ให้หน่วยงานภาครัฐเข้าไปจัดสรรงบประมาณพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะ นายราเชน ตระกูลเวียง กรรมาธิการการทหาร ที่ร่วมติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ความมั่นคง พร้อมด้วย นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. และ นายศรัทธา คชพลายุกต์ อดีต รองเลขาธิการ ศอ.บต. ที่ได้นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญจากการวางรากฐานการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ มาร่วมบูรณาการกับกรมแผนที่ทหาร, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบลงลึก ทั้งการปรับรื้อทางกฎหมายและการเร่งรัดกระบวนการเพิกถอนเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าในส่วนที่ทับซ้อน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 หรือโครงการ “One Map” มาใช้เพื่อขีดเส้นแบ่งเขตดินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงสูงสุด

ล่าสุด คณะทำงานระดับจังหวัดนราธิวาสซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ได้ลงนามรับรองและเห็นชอบแนวเขตใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมส่งไม้ต่อเข้าสู่การพิจารณาของชุดปฏิบัติการ One Map, คณะอนุกรรมการฯ, คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเห็นชอบต่อไป โดยมีกรอบเวลาชัดเจนว่า ทันทีที่ ครม. มีมติเห็นชอบ หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ต้องปรับปรุงแผนที่ท้ายกฎหมายให้เสร็จสิ้นภายใน 360 วัน ซึ่งจะส่งผลให้กรมที่ดินลุยเดินหน้าปลดล็อกออกโฉนดที่ดินฉบับจริงให้แก่เกษตรกรได้ทันที ถือเป็นการปิดตำนานข้อพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อน และคืนสิทธิอันชอบธรรมให้แก่ชาวนราธิวาสได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

You May Also Like