
สสจ.กาฬสินธุ์ร่วมกับศูนย์บริหารเทคโนโลยีสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม คณะสาธารรณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น และ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดกาฬสินธุ์ ผนึกกำลังขับเคลื่อนกลไก พชอ. และ อปท. ทั่วจังหวัด เร่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างจริงจัง หลังพบสถิติผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับกว่า 6.82% มุ่งคุมเข้มรถสูบส้วมเอกชน และขยายระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลให้ครอบคลุม เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมโรงแรมชาร์–ลอง บูทรีค อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายธนภัทร ณ ระนอง รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดการอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งปฏิกูล จ.กาฬสินธุ์ ด้วยกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ภายใต้ “โครงการสร้างระบบสุขาภิบาลเพื่อสิ่งแวดล้อมปลอดพยาธิใบไม้ตับ ประจำปีงบประมาณ 2569”
โดยมี ดร.จักราวุฒิ วงษ์ภักดี รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน มีผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จังโกฏิ หัวหน้าโครงการสร้างระบบสุขาภิบาลเพื่อสิ่งแวดล้อมปลอดพยาธิใบไม้ตับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นางนวลนิตย์ บุตรดีสุวรรณ รองนายแพทย์สาธารณสุขจ.กาฬสินธุ์ คณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ ท้องถิ่นอำเภอ และภาคีเครือข่ายด้านสาธารณสุขเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ดร.จักราวุฒิ วงษ์ภักดี รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬ กล่าวว่า โรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดียังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ ของประชาชนในภาคอีสานและจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีต้นเหตุสำคัญจากพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ควบคู่กับปัญหาการจัดการสิ่งปฏิกูลที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดในปี 2569 ผลการคัดกรองประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 9,514 ราย พบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงถึง 649 คน คิดเป็นร้อยละ 6.82 นอกจากนี้ ปัจจุบันจังหวัดกาฬสินธุ์มีระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลเพียง 11 แห่ง ซึ่งยังไม่ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาการลักลอบทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่พื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำธรรมชาติ จนเกิดการแพร่กระจายของไข่พยาธิกลับสู่วงจรห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ซ้ำซาก
ดร.จักราวุฒิ กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงได้ประสานความร่วมมือกับ ศูนย์บริหารเทคโนโลยีสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น และสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดการอบรมครั้งนี้ขึ้น ตามกรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระดับประเทศ
โดยเน้นขับเคลื่อน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การผลักดันระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลเข้าสู่วาระ พชอ. และแผนพัฒนาท้องถิ่น, การเร่งรัดให้ อปท. ทุกแห่งตราหรือปรับปรุงเทศบัญญัติ/ข้อบัญญัติเพื่อจัดระเบียบและควบคุมรถสูบสิ่งปฏิกูลเอกชน และการตั้งกลไกระดับอำเภอกำกับติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
ด้าน นายธนภัทร ณ ระนอง รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การตัดวงจรโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นด่านหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย การอบรมในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรในพื้นที่เกิดความเข้าใจและนำไปปรับใช้จริง
ทั้งการเร่งสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลที่ได้มาตรฐานและการควบคุมสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกาฬสินธุ์เท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านสุขอนามัยแก่สถานที่พัก ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเยือนจังหวัดกาฬสินธุ์ในอนาคต

