อุเทน สุขทั่วญาติ ประธานสภาทนายความ จ.แพร่ แชร์ประสบการณ์ “ทำไมทนายความจึงต้องศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ“

นายอุเทน สุขทั่วญาติ ประธานสภาทนายความ จังหวัดแพร่ กล่าวว่า
การจะเป็นทนายความนั้น ในทางคุณสมบัติ เพียงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต ก็สามารถสมัครเข้ารับการฝึกอบรมและสอบเพื่อขอใบอนุญาตให้เป็นทนายความได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาในระดับที่สูงกว่านี้

เมื่อสอบผ่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสอบแบบตั๋วรุ่น หรือการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความครบ 1 ปี ขั้นตอนต่อไปก็คือการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ เพียงเท่านี้ก็สามารถประกอบวิชาชีพทนายความได้

แต่ปัญหาสำคัญประการแรกก็คือ…

“จะสอบอย่างไรให้ผ่าน”

ยอมรับว่ายากครับ แต่คงไม่ยากเกินความสามารถของคนที่มีความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง และไม่ยอมแพ้เสียก่อน

เมื่อได้รับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนเป็นทนายความแล้ว เราสามารถรับว่าความได้ทุกประเภทคดี ว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร และยังสามารถทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การมีใบอนุญาตว่าความ ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำงานเป็นทนายความได้อย่างมั่นใจในทันที

ทนายความใหม่จำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ต้องดำเนินการตามขั้นตอนใด ต้องเขียนคำฟ้อง คำให้การ หรือเตรียมคดีแบบไหน เมื่อถึงเวลาต้องขึ้นศาลจริง ความรู้สึกไม่มั่นใจและความกังวลย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

เราอาจเริ่มต้นจากการเป็นทนายให้คำปรึกษากฎหมายก่อน แล้วค่อย ๆ ฝึกทำคดีและฝึกว่าความไปทีละเล็กทีละน้อย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากคดีแต่ละเรื่อง ถามผู้รู้ ขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ และรู้จักหาตัวช่วยเมื่อพบปัญหา

สิ่งสำคัญคือ อย่าปิดกั้นตัวเอง อย่าคิดว่าตนเองเก่งแล้ว และต้องพยายามรักษาตัวเองไม่ให้เป็น “น้ำเต็มแก้ว”

การเริ่มต้นเป็นทนายความ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคดีใหญ่หลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท เพราะแม้แต่คดีเล็ก ๆ ก็สามารถมอบบทเรียนและประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ให้แก่เราได้

จุดเริ่มต้นของการเป็นทนายความนี่แหละครับ…ยากที่สุด

ในบางช่วงของชีวิต เราอาจต้องมองข้ามเรื่องค่าตอบแทนไปบ้าง เพื่อแลกกับโอกาสและประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากตำรา เพราะประสบการณ์เหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถพัฒนาตนเองและต่อยอดในวิชาชีพได้ในอนาคต

เราต้องยอมรับความจริงว่า…

“งานทนายความ เป็นงานที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง”

ในคดีหนึ่ง เราอาจทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์ ส่วนอีกคดีหนึ่งเราอาจต้องทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลย แต่ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด เราต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบาทของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้กฎหมาย ข้อเท็จจริง จริยธรรม และมรรยาทแห่งวิชาชีพ

การประกอบวิชาชีพทนายความจึงไม่อาจอาศัยเพียงการสอบผ่านและมีใบอนุญาตว่าความเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง การปรับใช้ข้อกฎหมาย การวางรูปคดี การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และความเข้าใจผู้คน

กฎหมายเองก็มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แนวคำพิพากษาของศาลก็พัฒนาไปตามสภาพสังคม ขณะที่ข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่เคยเหมือนกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้น ทนายความที่หยุดเรียนรู้ ก็ไม่ต่างจากคนที่หยุดเดินอยู่ในโลกซึ่งกำลังก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา

การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงการอ่านตำรา ศึกษาคำพิพากษา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ เปิดมุมมองใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนและลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมจึงมักกล่าวอยู่เสมอว่า…

“สอบให้ได้ว่ายากแล้ว แต่ทำงานทนายความให้ดีนั้นยากยิ่งกว่า”

หลักการทางทฤษฎีบางเรื่อง เมื่อนำมาใช้ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา หลายคนที่ทำงานทนายความคงเคยตั้งคำถามว่า…

“ตอนเรียนก็เข้าใจอย่างหนึ่ง แต่ทำไมตอนทำงานจริงจึงเป็นอีกอย่างหนึ่ง”

นั่นเป็นเพราะการทำงานจริงมีทั้งข้อเท็จจริง ผู้คน อารมณ์ ความขัดแย้ง เวลา และเงื่อนไขอีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำงานจึงต้องมีความยืดหยุ่นและรู้จักปรับตัวอยู่พอสมควร

แต่ไม่ว่าเราจะยืดหยุ่นเพียงใด การทำหน้าที่ก็ยังต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย ความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพเสมอ

ใบอนุญาตว่าความอาจทำให้เราเป็น “ทนายความ” ตามกฎหมาย

แต่การเรียนรู้ ฝึกฝน สะสมประสบการณ์ และรักษาความถูกต้องตลอดเส้นทางต่างหาก ที่จะทำให้เราเป็น “ทนายความที่ดี” ในความเป็นจริง

อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น
อย่าอายที่จะถาม
อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
และอย่าคิดว่าตนเองเก่งจนไม่ต้องพัฒนาอีกแล้ว

เพราะทุกคดีคือบทเรียน
ทุกปัญหาคือประสบการณ์
และทุกวันที่เรายังเรียนรู้ คือวันที่เรากำลังเติบโตขึ้นในวิชาชีพ

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้นิสิตและนักศึกษาที่กำลังศึกษาวิชานิติศาสตร์ รวมถึงทุกท่านที่กำลังเตรียมสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ

ขอให้ตั้งใจ อดทน และเชื่อมั่นในความพยายามของตนเอง

เส้นทางนี้อาจไม่ง่าย
แต่หากไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดพัฒนา และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค วันหนึ่งเราจะสามารถยืนอยู่ในวิชาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง และใช้ความรู้ทางกฎหมายช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างภาคภูมิใจ

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

You May Also Like