
นครพนม – “พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์” แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการ นบ.ยส.24 เปิดเวทีสรุปผลปฏิบัติงานรอบ 1 ปี สกัดกั้นยาเสพติดชายแดนอีสาน เผยจับกุม 1,078 ครั้ง ผู้ต้องหา 1,216 ราย ยึดยาบ้ากว่า 230 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 16 ตัน ของกลางรวมมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท จับตาเครือข่ายข้ามชาติปรับเส้นทางผ่าน สปป.ลาว–แนวแม่น้ำโขง พร้อมยกระดับเทคโนโลยีและเชื่อมโยงข้อมูลประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งตัดวงจรตั้งแต่ชายแดนถึงเส้นทางการเงิน
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมพระธาตุพนม ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) พร้อมด้วย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการและสรุปผลการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนกันยายน 2569
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายทบทวนผลการดำเนินงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด วิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มของเครือข่าย ตลอดจนปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน เพื่อนำไปกำหนดมาตรการรับมือในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ข้อมูลสรุปผลการปฏิบัติงานระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ 1,078 ครั้ง ผู้ต้องหา 1,216 ราย ตรวจยึดยาบ้า 230,230,452 เม็ด ไอซ์ 16,708 กิโลกรัม เฮโรอีน 347 กิโลกรัม เคตามีน 1,063 กิโลกรัม และยาอี 20,154 เม็ด รวมมูลค่าของกลาง มากกว่า 9,000 ล้านบาท
จับตาเครือข่ายปรับเส้นทางผ่าน สปป.ลาว–แม่น้ำโขง
ที่ประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ว่า พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังคงเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดสำคัญ โดยเฉพาะยาบ้า ไอซ์ และเฮโรอีน ขณะที่เครือข่ายค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลำเลียงอย่างต่อเนื่องเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่
หนึ่งในประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือการใช้ สปป.ลาว เป็นพื้นที่ทางผ่านก่อนลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยตามแนวชายแดนและแม่น้ำโขง ขณะเดียวกัน เครือข่ายในพื้นที่ตอนในมีการแบ่งหน้าที่เป็นหลายทอด ใช้รถเช่า สลับแผ่นป้ายทะเบียน รวมถึงใช้บ้านเช่า โกดัง และพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจุดพักยาและเปลี่ยนถ่ายยานพาหนะ
เมื่อเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดตามแนวชายแดน เครือข่ายบางส่วนยังปรับไปใช้เส้นทางรอง รวมถึงขยายเส้นทางลำเลียงเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ส่งผลให้การปราบปรามจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างพื้นที่มากขึ้น
นครพนมอยู่ในกลุ่มพื้นที่ตรวจยึดยาเสพติดสำคัญ
สำหรับจังหวัดนครพนม ข้อมูลที่นำเสนอในการประชุมระบุว่า อำเภอท่าอุเทน อยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีผลการตรวจยึดยาบ้าสูง ขณะที่ อำเภอธาตุพนม อยู่ในกลุ่มพื้นที่ตรวจยึดไอซ์สำคัญ
ส่วนการตรวจยึดเฮโรอีน พบว่า อำเภอเมืองนครพนมและอำเภอธาตุพนม อยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีผลการตรวจยึดสูง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ชายแดนจังหวัดนครพนมในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
ยกระดับ “โดรน–กล้องกลางคืน” ปิดช่องว่างชายแดน
นบ.ยส.24 ยังวางแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้น โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานมากขึ้น ทั้งระบบกล้อง CCTV ระบบสื่อสาร 4G กล้องตรวจการณ์กลางคืน และอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนที่สามารถตรวจจับความร้อน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านกำลังพลในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่มีระยะทางยาว
ขณะเดียวกัน จะเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลเครือข่ายยาเสพติดระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับกลไกความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว เพื่อให้สามารถติดตามและขยายผลเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการป้องกันและบำบัด จะบูรณาการมาตรการสร้างอาชีพในชุมชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พัฒนาทักษะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในการเฝ้าระวัง รวมถึงคัดกรองผู้ใช้และผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาเป็นรายบุคคล พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการ มอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานและส่วนราชการที่มีผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน
เดินยุทธศาสตร์ “สกัดชายแดน–ขยายผล–ตัดวงจรตอนใน”
ทิศทางการดำเนินงานหลังจากนี้ นบ.ยส.24 จะมุ่งยุทธศาสตร์ “สกัดกั้นชายแดน–ขยายผลเครือข่าย–ตัดวงจรพื้นที่ตอนใน” โดยเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่แหล่งต้นทาง แนวชายแดน จุดพักยา ผู้ลำเลียง ผู้สั่งการ เส้นทางการเงิน ไปจนถึงปลายทาง เพื่อขยายผลไปสู่การทำลายโครงสร้างของเครือข่าย ไม่หยุดเพียงการจับกุมผู้ลำเลียงและตรวจยึดของกลาง
ผลการตรวจยึดยาบ้ากว่า 230 ล้านเม็ดในรอบปี จึงเป็นทั้งผลจากการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ และในอีกด้านหนึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงปริมาณยาเสพติดจำนวนมหาศาลที่พยายามลักลอบผ่านแนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนเส้นทางและวิธีการของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
ภารกิจต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “สกัดยา” ที่ชายแดน แต่ต้อง ขยายผลไปถึงผู้สั่งการ ตัดเส้นทางการเงิน และทำลายโครงสร้างเครือข่าย ก่อนที่ยาเสพติดจะกระจายเข้าสู่ชุมชนและพื้นที่ตอนในของประเทศ
หนึ่ง ประทีป นครพนมทันข่าวรายงาน

