ปราจีนบุรี ชาวบ้านครึ่งหมู่บ้านลุกฮือเข้าแจ้งความถูกบริษัทไล่ที่

ช่วงสายของวันที่ 6พย.69 ที่สภ.กบินทร์บุรี ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านบ้านโปร่งไผ่ ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จำนวน 33คนพากันบุกโรงพักเพื่อขอแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนฯไว้เป็นหลักฐาน นำโดยผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้าน ชาวบ้านได้อยู่อาศัยมาเป็นระยะเวลานานกว่า 151 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ 2518 จนถึงปัจจุบัน โดยไม่ทราบมาก่อนว่าพื้นที่อาศัยเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ของบุคคลอื่น เนื่องจากไม่เคยมีผู้อ้างสิทธิ์การครอบครองที่ดิน หรือเข้ามาทำประโยชน์ในบริเวณหมู่บ้านโปร่งไผ่ที่ชาวบ้านดำเนินการสร้างเป็นที่อยู่อาศัย และทำกิน เมื่อปี พ.ศ.2554 ชาวบ้านได้รวมตัวกันประสานนิคมสหกรณ์กบินทร์บุรี เพื่อขอให้ตรวจสอบพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับสิทธิในพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรังวัดพื้นที่พบว่ามีประเด็นเกี่ยวกับป่าไม้ จึงไม่สามารถดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่ชาวบ้านได้ในขณะนั้น แต่ชาวบ้านก็ได้อาศัยและทำกินในพื้นที่มาโดยปกติ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 กย.69 เจ้าหน้าที่ที่ดิน มารังวัดสอบที่ดินบ้านโปร่งไผ่ และเมื่อวันที่ 24 กย.69 นางสาววาริณี ปาสีเหล็ก ได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมายอันนานนท์ เรื่อง แจ้งขอให้ระงับการก่อสร้าง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและออกจากที่ดิน พร้อมส่งมอบการครอบครองที่ดินภายในสภาพเรียบร้อย แจ้งว่าได้กระทำการบุกรุกเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินของบริษัท มูลไลท์ วัลเล่ย์ จำกัด ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นศ.3ก.)เลขที่ 1290 เลขที่ดิน 2 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยให้ระงับและยุติการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง หรือกระทำการใด อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน รบกวนการครอบครองหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินแปลงดังกล่าวฯโดยทันที และดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สิน และออกจากที่ดินของบริษัทฯภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ชาวบ้านจึงเกิดความสงสัยว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ คณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้ไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตนแต่อย่างใด ชาวบ้านให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ โฉนดที่ดิน เลขที่ 24718 และโฉนดที่ดิน เลขที่ 24783 ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ถ้าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติทำการออกโฉนดที่ดินได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 25718 เนื้อที่จำนวน 38 ไร่ ทับพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน จำนวน 18 ราย แต่พบว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้กับชาวบ้านทราบว่า ในส่วนพื้นที่ที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติฯคณะเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลกับกรมที่ดินตามอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยชาวบ้านได้ถือหนังสือใบแจ้งเตือนมาเพื่อขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

พ.ต.ท.วิฑูรย์ วงศ์ใหญ่ สารวัตรเวรสอบสวน ได้เชิญชาวบ้านทั้งหมดเข้าห้องประชุม ศปก.เพื่อสอบถามรายละเอียดในเบื้องต้น หลังจากที่ได้พูดคุยสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พนักงานสอบสวนแจ้งกับผู้นำและชาวบ้านให้ทราบว่า ให้ชาวบ้านไปดำเนินการส่งรายชื่อชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดรวบรวมมาให้เพื่อที่จะแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า ประชาชนอยู่อาศัยครอบครองพื้นที่ดังกล่าวนี้มาจริงตั้งแต่พ.ศ.ใดและให้นำรายชื่อมาส่งมอบให้โดยเร็วเพื่อที่จะรับแจ้งความเพื่อที่จะให้ชาวบ้านดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นางนางชลิตา ฉันทะ กล่าวว่า หาชาวบ้านมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ว่า ที่บริษัทส่งใบโนติสไปให้เนี่ยภายใน 30 วัน คือชาวบ้านยังไงก็ไม่ออกแน่นอนเพราะว่า เราจะแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่มานานแล้วแสดงเจตนาว่าเราครอบครองมายังเปิดเผย เราอยู่มานานแล้วเป็นที่ของเราเราจะไม่ออกจากที่นี่เด็ดขาดค่ะยังไงก็จะไม่ออก เพราะที่ตรงนั้นติดกับป่าสงวนฯออกเอกสารอะไรไม่ได้ อยากจะให้ตรวจสอบด้วย แล้วที่บริษัท 3,000 กว่าไร่เขาบอกว่ามีเอกสารในที่ป่าสงวนเขาออกได้ยังไง ขอฝากด้วยชาวบ้านทำอะไรไม่ได้

You May Also Like