
จากกรณีโลกโซเชียลแห่วิพากษ์วิจารณ์คลิปเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างไรเดอร์กับคนขับรถเก๋ง บริเวณหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 1 ถนนรัชดาภิเษก เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จุดเกิดเหตุและได้พูดคุยกับนายศุภกร (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ไรเดอร์คู่กรณี ซึ่งเปิดใจเล่าถึงเหตุการณ์ในมุมของตนเอง โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เวลาประมาณ 16.20 น. ขณะตนกำลังขี่รถจักรยานยนต์รับส่งผู้โดยสารและจอดติดไฟแดงอยู่บริเวณแยกอโศก ก่อนจะเลี้ยวซ้ายมาตามปกติ แต่รถเก๋งคู่กรณีกลับบีบแตรและปาดเข้ามาในเลนอย่างกระชั้นชิด จนรถจักรยานยนต์ของตนเสียหลักเล็กน้อย ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งซ้อนท้ายเกิดอาการตกใจ
นายศุภกร เล่าว่า หลังถูกปาดหน้า อีกฝ่ายยังเปิดไฟเลี้ยวและขับมาจอดข้างรถ ตนจึงพูดไปว่า “พี่ขับรถแบบนี้ไม่ได้นะ” แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า “มึงไม่เห็นเหรอกูเปิดไฟเลี้ยวมา แทนที่มึงจะหลีกให้กูก่อน” ซึ่งตนก็อธิบายว่า ขี่รถมาด้วยความเร็วประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่สามารถหยุดรถกะทันหันได้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดกลับว่า “ที่ตาย ๆ กันมาก็เพราะขับรถแบบนี้” ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่ได้รับเกียรติ เพราะตนเรียกอีกฝ่ายว่า “พี่” ตลอด แต่กลับถูกเรียกแทนด้วยคำหยาบคาย นอกจากนี้ คู่กรณียังพูดในลักษณะดูถูกผู้ขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมด่าตนว่า “ควาย” ทำให้ตนเริ่มมีอารมณ์โมโห แต่พยายามใจเย็นไว้ เพราะยังมีผู้โดยสารอยู่ด้านหลัง อีกทั้งตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายจะเลี้ยวเข้าอาคารที่อยู่ด้านหน้า แต่กลับขับต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรจากจุดที่ปาดหน้า ทำให้ตนรู้สึกติดใจในพฤติกรรมการขับรถ จึงขี่ติดตามมาเรื่อย ๆ
กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุในคลิป ซึ่งรถเก๋งกำลังจะเลี้ยวเข้าอาคาร ตนจึงเรียกให้อีกฝ่ายลงมาพูดคุยกันอีกครั้ง โดยอ้างว่า ระหว่างที่คู่กรณีลดกระจกลงมา ได้พูดอะไรบางอย่างที่ตนฟังไม่ชัด ก่อนจะใส่เกียร์ถอยหลังคล้ายพยายามพุ่งชนรถจักรยานยนต์ ทั้งที่ด้านหลังยังมีผู้โดยสารนั่งอยู่ จึงทำให้ตนรู้สึกตกใจและหวั่นว่าจะเกิดอันตราย หลังจากนั้น คู่กรณีได้ลงมาจากรถทั้งหมด 3 คน โดยชายที่มีปัญหากับตนเดินตรงเข้ามาหา ตนจึงตัดสินใจถีบอีกฝ่าย 1 ครั้ง เพื่อป้องกันตัว และชกเข้าที่ใบหน้าอีก 1 ครั้ง ก่อนจะเกิดการยื้อยุดกันตามคลิปที่ปรากฏในโลกออนไลน์ พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทะเลาะวิวาทแบบตัวต่อตัว ไม่มีอาวุธ และไม่มีการรุมทำร้าย ส่วนชายอีก 2 คนที่ลงมาด้วยไม่ได้เข้าร่วมทำร้าย แต่พยายามเข้ามาห้ามปราม ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันไป และตนก็ไปส่งผู้โดยสารต่อ
นายศุภกร ยังตั้งคำถามว่า การที่คู่กรณียอมลงจากรถมาพูดคุย ถือเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า หากอีกฝ่ายถึงจุดหมายแล้วไม่ลงมาจากรถ เหตุการณ์ก็คงไม่บานปลาย อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ตนยังไม่ได้เข้าแจ้งความ ขณะที่คู่กรณีก็ไม่ได้ติดต่อเข้ามาพูดคุยกันแต่อย่างใด พร้อมยอมรับว่า คลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตน เพราะสังคมเห็นเพียงคลิปสั้น ๆ ไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมด โดยตนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณแขนซ้ายจากการชุลมุนดังกล่าว
ท้ายที่สุด นายศุภกร ฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า ทุกคนต่างมีอารมณ์กันได้เมื่อเจอสถานการณ์ตึงเครียด แต่ควรใช้สติและระมัดระวังทั้งคำพูดและการกระทำ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายเหมือนกรณีนี้ พร้อมระบุว่า หลังจากนี้จะเดินทางไปที่ สน.ทองหล่อ เพื่อขอภาพจากกล้องวงจรปิดมาประกอบข้อเท็จจริง และรักษาสิทธิ์ของตนเองและแจ้งความต่อไป

