อนุทินประกาศกร้าว “ยึดทรัพย์ 4 หมื่นล้าน” ขยี้ปมมิจฉาชีพ จ่อใช้ พ.ร.ก. อุดช่องโหว่กฎหมาย ลั่นต้องคืนเงินให้ผู้เสียหาย ไม่ใช่แค่ขังคุกให้เปลืองข้าวสุก

วันนี้ (12 มิ.ย. 69) ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานการแถลงข่าวผลปฏิบัติการยึดและอายัดทรัพย์สินรายคดีสำคัญ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การปราบปรามอาชญากรรมที่มุ่งเน้นการ “คืนความยุติธรรมเชิงเศรษฐกิจ” ให้กับประชาชน โดยเผยตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้รวมแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ทั้งจากเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งมิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายหลอกลวงประชาชน

นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนอย่างเด็ดขาดว่า ความสำเร็จในการปฏิบัติงานของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้วัดกันเพียงแค่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาขังคุก เพราะการปล่อยให้คนเหล่านั้นอยู่ในเรือนจำโดยไม่มีมาตรการเรียกคืนทรัพย์สิน เป็นเพียงการเพิ่มภาระรัฐบาลในการดูแล “เปลืองข้าวสุก” เท่านั้น หัวใจสำคัญที่สุดคือกระบวนการนำทรัพย์สินที่ถูกฉ้อโกงไปกลับคืนสู่มือประชาชนผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลได้ทำงานอย่างหนักภายใต้ความกดดันจากอิทธิพลมืดและการพยายามแทรกแซงคดี แต่ด้วยความมุ่งมั่นของทีมงาน ปปง. ทำให้สามารถกวาดล้างและยึดทรัพย์สินมาได้มหาศาล โดยไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจใด ๆ

ในปฏิบัติการรอบล่าสุด นายกรัฐมนตรีเผยรายละเอียดการยึดทรัพย์สินของเครือข่ายสำคัญ อาทิ เครือข่ายนายวิริยะที่พบความเชื่อมโยงกับเว็บไซต์พนันออนไลน์และบัญชีม้า ยึดทรัพย์ 128 รายการ มูลค่ากว่า 173 ล้านบาท รวมถึงเครือข่ายนางสาวธัญชนกในคดีลักลอบหนีภาษีที่ยึดทรัพย์ได้อีก 94 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการในคดีใหญ่ของเครือข่ายนางสาวแตงไทยและยิมเลียก ซึ่งรัฐบาลขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลกว่า 20,288 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน และได้มีการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นคืนให้กับผู้เสียหายจำนวน 25 ล้านบาท เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการช่วยเหลือประชาชน

นายอนุทินยังได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดจะทำผิดกฎหมาย โดยระบุว่านับจากนี้ไป คนที่ทำผิดจะต้องเผชิญกับมาตรการที่เด็ดขาดและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม โดยรัฐบาลเตรียมเดินหน้าปิดตายทุกช่องโหว่ทางกฎหมายด้วยมาตรการที่รัดกุมที่สุด ซึ่งหากขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายปกติล่าช้าเกินไป นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือใช้มาตรการผ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภารกิจการปราบปรามจะเป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“จากนี้ไปคนทำผิด คอต้องตก ต้องสลดสำนึกในการกระทำ” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น โดยย้ำว่าการกวาดล้างอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่คือการรักษาเกียรติภูมิและชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศว่า หากเข้ามาทำธุรกิจหรือพำนักในประเทศไทย ทุกบาททุกสตางค์ของเขาจะได้รับความคุ้มครองอย่างปลอดภัย และไม่มีที่ยืนให้กับเหล่ามิจฉาชีพที่เข้ามารังแกคนไทยอีกต่อไป

You May Also Like