
จากกรณีที่ทางคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) มีมติยึดตามข้อเสนอของ กสถ. สั่งเดินหน้าเอาผิดและเพิกถอนการบรรจุบุคคลที่มีความผิดปกติทางคะแนนสอบข้าราชการท้องถิ่นรวม 5,925 ราย โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นั้น
ล่าสุดวันนี้( 11 สิงหาคม 69) ทางด้าน ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่ากรณีการเพิกถอนประกาศแต่งตั้งและการประกาศขึ้นบัญชีใหม่ว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้มีการเพิกถอนประกาศแต่งตั้งฉบับเดิม และมีการประกาศขึ้นบัญชีใหม่ ก่อนส่งเรื่องมายังคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) โดยในช่วงแรก ก.กลาง ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระแจ้งเพื่อทราบ แต่เห็นว่าเรื่องนี้ควรเข้าสู่วาระพิจารณา เนื่องจากหากเป็นเพียงวาระแจ้งเพื่อทราบ ก.กลาง จะไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยคณะกรรมการ ก.กลาง ได้หารือกันประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนมีมติให้ส่งเรื่องไปยัง ก.จังหวัด เพื่อพิจารณาเพิกถอนรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
ทั้งนี้ ก.จังหวัดจะประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ หาก ก.จังหวัดมีมติยืนยันตามมติของ ก.กลาง ก็จะส่งมติดังกล่าวมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อดำเนินการถอดถอนรายชื่อข้าราชการที่ได้รับการบรรจุออกจากตำแหน่ง โดยประเด็นดังกล่าวทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศมีความกังวล เพราะหากมีการเพิกถอนรายชื่อบุคลากรที่ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งถ้าเกิดเขาถอดถอน เพิกถอนรายชื่อออกไป แล้วเด็กเขาไม่มีความผิด ไม่ได้ทุจริต อันนี้ก็เท่ากับว่าเราประหารชีวิตกับคนบริสุทธิ์เลยนะ
อีกทั้งยังมีความกังวลว่าผู้บริหารท้องถิ่นอาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องจากบุคลากรที่ถูกถอดถอน หากบุคคลดังกล่าวเห็นว่าตนเองไม่มีความผิด โดยอาจมีการฟ้องร้องทั้งนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก.จังหวัด และ ก.กลาง ซึ่งเป็นผู้มีมติให้ดำเนินการ ในขณะเดียวกันหากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ดำเนินการตามมติของ ก.จังหวัดหรือ ก.กลาง ก็อาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงทั้งสองทาง
จึงฝากถึงผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศว่า ก่อนดำเนินการตามมติของ ก.จังหวัดหรือ ก.กลาง ควรพิจารณาข้อมูลและหลักฐานประกอบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะต้องมีหลักฐานอื่นที่สามารถเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างไร ไม่ควรพิจารณาเพียงประเด็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อสอบเท่านั้น โดยมติของ ก.จังหวัด มติของ ก.กลาง ไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงข้อสอบ แต่ต้องมีหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงว่าเด็กเหล่านั้นทุจริตอย่างไร ต้องมีหลักฐาน ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นควรทำหนังสือถึง ก.จังหวัดและ ก.กลาง เพื่อขอหลักฐานที่ชี้ชัดว่าบุคคลแต่ละรายมีความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร เนื่องจากในกรณีที่มีการแก้ไขข้อสอบ หากผู้เข้าสอบไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ยังไม่ควรสรุปทันทีว่าบุคคลดังกล่าวมีความผิด จนกว่าจะมีหลักฐานที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ซึ่งถ้ามีหลักฐานว่าเขามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ตนก็เอาด้วย ตนก็ปลดด้วย แต่ถ้าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง แล้วเราจะทำอย่างไร ต้องเห็นใจทางนายกทั่วประเทศด้วย เพราะคนที่อยู่ปลายทางเป็นคนที่จะต้องเอาเขาออก
ดร.วิระศักดิ์ ย้ำอีกว่าผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้ปฏิเสธการดำเนินการตามมติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องการให้มีข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและถ้าส่งข้อมูลมายังผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ และมีหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าเขาทุจริตจริง ๆ อย่างนี้เราจะสบายใจ แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับหลักฐานโดยตรง แต่ได้ติดตามข้อมูลจากข่าวและการชี้แจงของตัวแทนคณะกรรมการกลาง โดยเห็นว่าหากหลักฐานที่มีอยู่เป็นเพียงข้อมูลเท่าที่ปรากฏในขณะนี้ อาจยังไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การปลดบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้
ซึ่งตอนนี้สิ่งที่กังวลคือแนวทางของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล (ก.อบต.กลาง) ที่มีการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เดิม หรือ “บัญชี 1” และเตรียมดำเนินการใน “บัญชี 2” หากมีการนำบุคคลจากบัญชีใหม่มาบรรจุแทนบุคคลจากบัญชีเดิมที่ถูกยกเลิก ก็ต้องตั้งคำถามว่ากระบวนการดังกล่าวจะมีความบริสุทธิ์และยุติธรรมหรือไม่ เพราะหากเกิดปัญหาในลักษณะเดิมขึ้นอีก อาจทำให้ต้องกลับเข้าสู่วงจรปัญหาเดิม
ตนจึงฝากไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ กสถ. หากจะดำเนินการเรื่องนี้ อยากให้มีคำสั่งที่ชัดเจนจากส่วนกลางว่า บุคคลใดผิด บุคคลใดต้องพ้นจากตำแหน่ง และลงนามส่งตรงมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และหากมีการฟ้องร้องก็จะได้ฟ้องถูกตัว โดยควรใช้แนวทางเดียวกับการบริหารราชการส่วนกลาง เช่น ปลัดกระทรวงมีอำนาจดำเนินการกับผู้ว่าราชการจังหวัด หรืออธิบดีมีอำนาจดำเนินการกับนายอำเภอ หากส่วนกลางมีคำสั่งที่ชัดเจนและส่งมายังท้องถิ่นโดยตรง ก็จะช่วยลดความสับสนและปัญหาการดำเนินคดีที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริหารท้องถิ่น
เนื่องจากหากตอนนี้ถ้าให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง จะมีทั้งการฟ้องนายกฯ ฟ้อง ก.จังหวัด ฟ้อง ก.กลาง ฟ้อง กสถ. ขบวนการมันเยอะมาก ทั้งที่เราไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่กลับต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้ข้าราชการคนหนึ่งออกจากราชการ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าผิดหรือถูก ซึ่งหากบุคคลใดกระทำผิดจริงและมีหลักฐานชัดเจน ก็เห็นด้วยที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายและนำผู้กระทำผิดออกจากระบบ แต่ในกรณีผู้ที่ไม่ได้กระทำผิด จำเป็นต้องมีความชัดเจนและเป็นธรรม เพราะขณะนี้มีผู้ร้องเรียนเข้ามาหลายราย โดยบางรายยอมรับว่าตนเองมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่ถูกตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต
ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการตัดตอนหรือไม่ตัดตอนบัญชีการสอบแข่งขันว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) และกระทรวงมหาดไทย ว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร
ดร.วิระศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างชัดเจน คือกรณีการเพิกถอนหรือยกเลิกบัญชีเดิมที่พบการทุจริตนั้น ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือระเบียบใดในการดำเนินการ รวมถึงกรณีการจัดทำและประกาศบัญชีใหม่ ต้องการทราบว่าอาศัยกฎหมายหรือระเบียบข้อใดเป็นฐานในการดำเนินการ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถรับทราบและตรวจสอบได้ว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่
ส่วนประเด็นว่าจะมีการ “ตัดตอน” บัญชีหรือไม่นั้น ตนเองยืนยันว่าท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการในส่วนดังกล่าว โดยบทบาทของท้องถิ่นคือการแจ้งความต้องการอัตรากำลังที่ขาดแคลนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการสอบแข่งขันและจัดทำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ก่อนที่ท้องถิ่นจะนำบัญชีดังกล่าวมาใช้ในการบรรจุบุคลากรยกตัวอย่างกรณีคลองสาม ขาดตำแหน่ง 18 ตำแหน่ง เราก็เสนอให้ทางกรมเป็นคนคัดเลือก เป็นคนสอบ พอสอบแล้วขึ้นบัญชี เราก็ใช้บัญชีมาบรรจุที่เรา ซึ่งการจะตัดตอนหรือไม่ตัดตอนบัญชีเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้อยู่ในอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหากมีหลักฐานว่าพบการทุจริตหรือมีความผิด ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนและนำเอกสารหลักฐานมาแจ้งให้ท้องถิ่นรับทราบ และ ถ้ามีหลักฐาน ท่านก็ฟันไปเลยแล้วพอฟันเสร็จแล้วขอให้ทำเอกสารหลักฐานมาถึงท้องถิ่นมันจะง่ายขึ้น
ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ทาง 3 สมาคม คือ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ก็คงจะต้องมีการจัดแถลงข่าวใหญ่ร่วมกัน เพราะว่าเผือกร้อนตรงนี้เราไม่ได้เป็นคนทำขึ้นมา แต่เรากลับต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งแน่นอนว่าท้องถิ่นก็ต้องโดน เป็นจำเลยจริงๆ เพราะถ้าเราปลดเขา เขาก็ฟ้องเราแน่นอน แต่ถ้าเราไม่ดำเนินการ ไม่ปฏิบัติตามมติของ ก..กลาง และไม่ปฏิบัติตามมติของ ก.จังหวัด เราก็อาจจะโดนมาตรา 157 ได้ เรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งร่อง ทำก็โดน ไม่ทำก็โดน ดังนั้น แนวทางของเราต้องปรึกษาหารือร่วมกันใน 3 สมาคมว่า เราควรจะดำเนินการอย่างไร เพื่อปกป้องนายกท้องถิ่นทั่วประเทศ และหาทางออกที่เหมาะสมให้กับทุกฝ่ายแต่ถ้าจะให้เป็นแนวทางที่ดีที่สุด หากทางกระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานใดเป็นผู้กระทำความผิด ท่านก็มีอำนาจที่จะสั่งฟ้องหรือสั่งดำเนินคดี และสามารถส่งเรื่องให้ ป ป ช ดำเนินการได้ ท่านก็ควรดำเนินการในส่วนนี้

