
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. โดยสำนักรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (รท.) ได้เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก ซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2567 – 2571) ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้วยการจัด “โครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชนและผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมยุคดิจิทัล ประจำปี 2569”
โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างทักษะความรู้เท่าทันสื่อ (Media, Information and Digital Literacy : MIDL) ให้กับผู้นำเครือข่ายภาคประชาชนจำนวน 140 คน จาก 45 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ก้าวทันและสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน
ลุยอีสานติวเข้ม 20 จังหวัด ชี้ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” คือภัยคุกคามใหม่
การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเวลาดี จังหวัดอุดรธานี โดยมีผู้นำเครือข่ายเข้าร่วม 70 คน จาก 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม ประธานในพิธี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนในการเป็น “หูตาของสังคม” เนื่องจากปัจจุบันมิจฉาชีพได้พัฒนากลโกงขั้นสูง โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการปลอมแปลงขั้นสูง (Deepfake) มาใช้ปลอมแปลงเสียงและใบหน้าของบุคคลใกล้ชิดเพื่อหลอกลวงทางการเงิน การรู้เท่าทันสื่อในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การรับรู้ แต่ต้องครอบคลุมถึงทักษะการวิเคราะห์ การแยกแยะข้อมูลเท็จ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนการรับทราบสิทธิและช่องทางการร้องเรียน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อและการเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้บริการ
ขยายผลภาคกลาง-ตะวันออก-กทม. วางเป้าดึงเครือข่ายลงลึกถึงระดับ “อำเภอ”
ต่อเนื่องด้วยการอบรมครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 25 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมนิกโก้ อมตะซิตี้ ชลบุรี ครอบคลุมผู้นำเครือข่ายอีก 70 คน จาก 25 จังหวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก
ดร. ตรี บุญเจือ ผู้อำนวยการสำนัก รท. ประธานเปิดการอบรม ชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการทำงานเชิงบูรณาการว่า การขับเคลื่อนนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคจะบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องอาศัยเครือข่ายทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศเป็น “สะพาน” เชื่อมองค์ความรู้จากส่วนกลางลงสู่ชุมชน ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ได้เริ่มดำเนินการสร้างผู้นำเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 และในก้าวต่อไปคือการมุ่งต่อยอดขยายผลแกนนำลงลึกไปถึง “ระดับอำเภอและหมู่บ้าน” เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากกิจการโทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทันสถานการณ์ เจาะลึกหลักสูตร 4 มิติ: ติดอาวุธทางปัญญา สู่การปฏิบัติจริง ความโดดเด่นของการอบรมทั้ง 2 เวที คือการออกแบบหลักสูตรที่ไม่ได้มีเพียงภาคทฤษฎี แต่เน้นการลงมือปฏิบัติและอัปเดตภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ผ่านวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ดังนี้:
เจาะลึกภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพยุคใหม่: ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากคนทำงานหน้างาน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้แก่ พ.ต.ท. วัชราทิตย์ เกิดทิพย์ (สภ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น) และ พ.ต.ท. นิทัสน์ มีทอง (บก.สส.บช.น.) ที่มาตีแผ่กลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลิงก์ปลอม และแอปฯ ดูดเงิน
เหรียญสองด้านของ AI (Digital Literacy): บรรยายเจาะลึกโดย ดร. เก ประเสริฐสังข์ เพื่อให้เครือข่ายเข้าใจทั้งวิธีการประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ และวิธีจับสังเกตเมื่อ AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ
โครงสร้างกระบวนการเรียนรู้ 4 ฐาน: ดำเนินการโดย ผศ. ดร. ฐานะวัฒนา สุขวงศ์ และทีมงาน ซึ่งแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 4 ฐานปฏิบัติการ คือ 1. งาน กสทช. กับเครือข่ายเข้มแข็ง 2. สิทธิ์ที่ได้ ใช้ให้เป็น 3. ร้องเรียนอย่างไรให้ได้ผล และ 4. ควรรู้ ควรจำ นำไปใช้ คลินิกวิเคราะห์กรณีศึกษา (Clinic & Network Action Plan): กิจกรรมไฮไลต์ที่ให้ผู้เข้าอบรมร่วมกันนำเคสปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนมาวิเคราะห์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ผลสัมฤทธิ์จากการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องทั้ง 2 เวที ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรับรู้ข้อมูล แต่เป็นการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับผู้นำเครือข่ายภาคประชาชนทั้ง 140 คนอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 ฐาน และคลินิกวิเคราะห์กรณีศึกษา ทำให้แกนนำได้เครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง ทั้งทักษะการแยกแยะกลลวง AI, การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล, และเทคนิคการรวบรวมหลักฐานเพื่อใช้สิทธิร้องเรียนอย่างถูกต้อง เป้าหมายสูงสุดของ กสทช. คือการเปลี่ยน “ผู้เข้ารับการอบรม” ให้กลายเป็น “ผู้ส่งต่อและผู้พิทักษ์ชุมชน” โดยแกนนำทั้ง 45 จังหวัด ได้ร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการขยายผล” (Network Action Plan) ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือระดับท้องถิ่นในการนำองค์ความรู้กลับไปสร้าง “ภูมิคุ้มกันหมู่” (Herd Immunity) ทางไซเบอร์ให้กับครอบครัวและชุมชน เพื่อยกระดับกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามยุคดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทัน เป็นธรรม และเกิดความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

